ยินดีต้อนรับสู่ Blog ของเรา
วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554
IT New: เนคเทค ร่วมกับ ม.เกียวโต และสถาบันสารสนเทศญี่ปุ่นเ...
IT New: เนคเทค ร่วมกับ ม.เกียวโต และสถาบันสารสนเทศญี่ปุ่นเ...: "เนคเทค ร่วมกับ ม.เกียวโต และสถาบันสารสนเทศญี่ปุ่นเปิด 'ตลาดนัด' บริการสารสนเทศพร้อมกัน เชื่อมโยงเครือข่าย 2 ประเทศ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการกริด..."
IT New: ร้าน"เลียนแบบ" Apple Store โผล่ในจีน
IT New: ร้าน"เลียนแบบ" Apple Store โผล่ในจีน: "ร้าน'เลียนแบบ' Apple Store โผล่ในจีน ..."
ล้วงลึก 3G & other
ช่วงนี้ ไปไหนมาไหนมักจะได้ยินเรื่อง 3G ว่าดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ เห็นโฆษณา 3G บนจอโทรทัศน์จากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ(โอเปอเรเตอร์) บางรายที่บอกว่าเมืองไทยวันนี้มี 3G แล้ว ต่างประดังเข้ามาจนสะท้านใจอยากจะใช้ 3G ขึ้นมาทันใด และคิดว่าใช้บริการจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายไหนก็ได้ใช้ 3G เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วไม่เหมือนกัน 100% ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลื่นความถี่ พื้นที่ให้บริการ เครื่องมือถือรองรับ วันนี้จึงมาดูเรื่องลึกๆ ของ 3G กัน
3G ย่อมาจากคำว่า Third Generation Mobile Network เป็นเทคโนโลยียุคถัดมาของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน โดยเป็นเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้การใช้งานข้อมูลหรือดาต้าบนมือ ถือมีความเร็วที่สูงขึ้น ทางเทคนิคแล้ว 3G สามารถให้ความเร็วสูงสุดได้ถึง 42 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ขณะที่เทคโนโลยีปัจจุบันหรือจะเรียกว่า 2G หรือ 2.75G ก็ตาม มีความเร็วสูงสุดที่ 236.8 กิโลบิตต่อวินาที (Kbps)
*****3G ต่างกันที่ความถี่
ในวันนี้ ประเทศไทยมีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือภายใต้เทคโนโลยี 3G กันบ้างแล้ว ทั้งในรูปของเชิงพาณิชย์และใช้งานฟรี บน 3 ช่วงคลื่นความถี่ เริ่มจากคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม ที่ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เป็นผู้ครอบครองสิทธิ และได้มีการแบ่งให้โอเปอเรเตอร์ที่อยู่ภายใต้สัมปทานเบอร์ 2 และ 3 ในตลาดอย่างบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทคกับบริษัท ทรู มูฟ ให้นำมาทดลองให้บริการแบบไม่เก็บเงิน
อย่างไรก็ตามดีแทคได้ออกมาแจ้งว่าพร้อมที่จะเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์ได้ราวกลางเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ตามข้อมูลที่ระบุว่า ในเบื้องต้นจะเปิดให้บริการพื้นที่ในกรุงเทพฯ ก่อนแล้ว มีแผนที่จะติดตั้งสถานีฐาน 3G ให้ได้ทั้งสิ้น 1,220 สถานีฐานเมื่อถึงสิ้นปี ขณะที่ทรูมูฟยังไม่มีท่าทีที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์สำหรับลูกค้าทรูมูฟ ยังคงเป็นลักษณะของรูปทดลองให้บริการอยู่
ขณะที่บริษัท เรียลมูฟ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนขายส่งขายต่อ (wholesale-resale) เชิงพาณิชย์เพื่อให้บริการ 3G บนเทคโนโลยี HSPA จาก กสทภายใต้แบรนด์ 'ทรูมูฟ เอช' ที่วันนี้ได้มีการออกแพกเกจค่าบริการออกมาแล้ว ยังไม่รวมการทำตลาดภายใต้แบรนด์ 'มาย' ของ กสทและมีแพกเกจค่าบริการออกมาแล้วเช่นกัน แต่ไม่ได้ระบุพื้นที่การให้บริการว่ามีพื้นที่ครอบคลุมแค่ไหน มีเพียงแต่ข้อมูลว่า จะติดตั้งสถานีฐาน 3G เพิ่มอีก 3,000 สถานีฐานภายในปีนี้
ด้วยข้อเสนอค่าบริการเครือข่าย 3G ของค่าย กสท ถือว่า เปิดตัวได้น่าสนใจ โดยมีโปรโมชัน “NetLite” ที่ ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ที่เป็นแอร์การ์ด แท็บเล็ต โดยมีค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 590 บาท ใช้งานได้ไม่อั้น สามารถส่งเอสเอ็มเอสได้ 100 ข้อความต่อเดือน ส่วนผู้ใช้ที่เป็นสมาร์ทโฟนทั้งหลาย กสท ก็มีโปรโมชัน “NetSmart” มีให้เลือก 2 โปรโมชัน โปรโมชันแรก ค่าบริการรายเดือน 690 บาท โทร.ฟรีได้ทุกเครือข่าย 200 นาทีต่อเดือน ใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่อั้น ส่งเอสเอ็มเอสได้ 200 ข้อความต่อเดือน ส่วนโปรโมชันที่สอง มีค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 790 บาท โทร.ฟรีทุกเครือข่ายถึง 500 นาทีต่อเดือน ส่งเอสเอ็มเอสได้ 300 ข้อความต่อเดือน และแน่นอนว่า เล่นอินเทอร์เน็ตได้ไม่อั้นเช่นกัน
ขณะที่โปรโมชันของ ทรูมูฟ เอช ที่เพิ่งออกมาก่อนหน้าโปรโมชัน มายของกสท ไม่นานมีให้เลือก 2 โปรโมชันเช่นกัน ประกอบไปด้วย “สมาร์ท 649” ได้ทั้งค่าโทร.และค่าอินเทอร์เน็ตโทร.ได้ 250 นาที ใช้เล่นอินเทอร์เน็ตได้ 1.5 GB เล่นไวไฟของทรู ได้ไม่จำกัด ส่วน "ดาต้า 649" เป็น โปรโมชันสำหรับเล่นอินเทอร์เน็ตเป็นหลักโดยไม่มีค่าโทร.ให้แต่เปลี่ยนปริมาณ การเล่นอินเทอร์เน็ตที่ 3 GB ใช้ไวไฟไม่อั้นเช่นกัน โดยทั้งสองโปรโมชันการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทั้ง GPRS / EDGE และ 3G รวมกันไม่มีการแยกว่า ใช้บนเครือข่าย 3G เท่าไร EDGE เท่าไร ซึ่งเป็นการยากในการใช้งานว่า ตอนนี้ใช้งานในส่วนไหนไปเท่าไร
ส่วนแบรนด์พี่ใหญ่อย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ได้รับสิทธิให้บริการเชิงพาณิชย์จากบริษัท ทีโอที เจ้าของสัมปทานบนคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz มา แล้วพอสมควร ล่าสุด เอไอเอสได้เปิดให้บริการแล้ววันนี้ในพื้นที่กรุงเทพตอนในและอีก 7 จังหวัดประกอบด้วยกรุงเทพ เชียงใหม่ ชลบุรี หาดใหญ่-สงขลา ภูเก็ต ชะอำ-หัวหิน-ปราณบุรี และนครราชสีมา รองรับความเร็วสูงสุด 21.6 เมกะบิตต่อวินาที เมื่อรวมกับไวไฟที่ร่วมมือกับทาง 3บีบีก่อนหน้านี้กว่า 30,000 จุด และมีแผนที่จะเพิ่มเป็น 50,000 จุดภายในสิ้นปีนี้ ขณะในส่วนของเทคโนโลยีเอดจ์ ทางเอไอเอสก็ได้มีการอัปเกรทดเป็นเอดจ์พลัส ทำให้สามารถส่งข้อมูลเร็วขึ้น 2 เท่าของเอดจ์เดิม โดยผู้สนใจสามารถสมัครแพกเกจ 3G–Wifi–EDGE+ เริ่มต้นเดือนละ 150 บาท
ส่วนผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่ช่วงใหญ่อย่างทีโอที ที่เปิดให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz ซึ่งถือเป็นย่านความถี่สากล ได้ให้บริการเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ผ่านรูปแบบการให้บริการที่เรียกว่า MVNO (Mobile virtual network operator) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ให้บริษัทเอกชนมาซื้อแอร์ไทม์บนโครงข่ายของทีโอทีไปขายต่อ ให้ผู้ให้บริโภค ก็มีแผนขยายการให้บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ หลังจบการประมูลเพื่อขยายโครงข่ายและสถานีฐานเพิ่มอีก 5,290 สถานีฐานให้ครอบคลุม 18 จังหวัดภายในสิ้นปีนี้และครอบคลุมทั่วประเทศภายในปีหน้า
****3G ไม่เหมือนที่อุปกรณ์
ใครที่คิดจะใช้ 3G ค่ายดีแทค-ทรูมูฟ อย่าลืมมองหาโทรศัพท์มือถือที่รองรับคลื่นความถี่ 850 MHz ส่วนเอไอเอส มองหาที่ 900 MHz ขณะที่ 2.1 GHz นั้นเป็นช่วงคลื่นความถี่มาตรฐานของ 3G ดังนั้นอุปกรณ์พกพาใดๆ ที่สามารถเชื่อมต่อ 3G ได้สามารถใช้งานที่คลื่น 2.1 GHz ได้
แน่นอนว่า ในการใช้งาน 3G ให้ได้ประสิทธิภาพนั้น นอกจากมีโอเปอเรเตอร์ที่พัฒนาให้เครือข่ายสามารถกระจายสัญญาณแล้ว อุปกรณ์รับสัญญาณอย่างสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต ก็ต้องมีภาครับสัญญาณที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อไร้สายความเร็วสูงด้วยเช่น กัน
โดยภาครับสัญญาณ 3G ที่วางจำหน่ายอยู่กับโทรศัพท์มือถือ และสมาร์ทโฟนในท้องตลาดนั้น มีทั้งแบบที่รองรับได้แบบเริ่มต้นที่ความเร็ว 384 Kbps ไปจนถึงความเร็วสูงสุดของสมาร์ทโฟนที่วางจำหน่ายในประเทศไทย HSPA+ อย่าง Samsung Galaxy S2 ที่สามาถรับสัญญาณได้ 21 Mbps
ถ้าแยกย่อยความเร็วในการใช้งานออกมาจะพบตั้งแต่ เครื่องที่โฆษณาว่ารองรับการใช้งาน 3G แต่วิ่งเร็วสุดแค่ 384 Kbps หรือถ้าเครื่องมีราคาสูงขึ้นอีกนิดก็จะพบว่าความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล อยู่ที่ 3.6 Mbps อัปโหลดที่ 384 Kbps ส่วนระดับกลางๆ ในปัจจุบัน และถือว่าเป็นช่วงมาตรฐานการใช้งานทั่วโลกจะมีความเร็วในการดาวน์โหลด 7.2 Mbps และอัปโหลด 2 Mbps ขณะที่เครื่องในรุ่นไฮเอนด์จะมีอัตราดาวน์โหลดสูงขึ้นไปเป็น 14.4 - 21 Mbps อัปโหลดที่ 5.76 Mbps
ดังนั้นในการเลือกซื้อโทรศัพท์ และแอร์การ์ด ผู้ซื้อควรใส่ใจในรายละเอียดของเทคโนโลยี 3G ให้เหมาะสมกับความต้องการใช้งาน ไม่ใช่สักแต่เลือกซื้อเพราะเห็นว่ารองรับ 3G แต่ไม่ได้ดูถึงความเร็วในการใช้งานที่ได้ และจะพาลไปโทษเหล่าโอเปอเรเตอร์ผู้ให้บริการว่า ทำไมเป็น 3G แล้วแต่ยังช้าเหมือนเดิม
นอกจากปัจจัยในเรื่องของเครือข่ายและอุปกรณ์เชื่อมต่อแล้ว ในกรณีที่ผู้ใช้งานต้องการใช้บริการ 3G จำเป็นต้องสมัครเข้าใช้งานในแพกเกจ 3G โดยเฉพาะด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้บริการ เอไอเอส ในกรณีที่ยังไม่สมัครใช้บริการ 3G เมื่อเข้าไปอยู่ในบริเวณที่ให้บริการ 3G ตัวโทรศัพท์ จะสามารถจับสัญญาณ 3G และโชว์ขึ้นที่หน้าจอ แต่ความเร็วที่ได้ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะถูกจำกัดไว้ที่ 384 Kbps เท่านั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังเอไอเอสจัดงานแถลงข่าวทิศทางการดำเนินธุรกิจครึ่งปีหลัง คาดว่าได้มีการปรับเพิ่มความเร็วให้ผู้ใช้งานที่ใช้แพกแกจ GPRS ไม่จำกัดเดิม สามารถใช้งาน 3G ได้แบบเต็มประสิทธิภาพที่ 7.2 Mbps โดยไม่จำเป็นต้องสมัครแพกเกจเสริมแต่อย่างใด ส่วนผู้ใช้งานที่สมัครแพกเกจแบบจำกัดจำนวนไว้ยังคงต้องสมัครแพกแกจ 3G ควบคู่ไปถ้าต้องการความเร็วที่เพิ่มขึ้น
ในกรณีของแอร์การ์ด แม้ว่าตอนซื้อผู้ขายจะให้ข้อมูลว่า แอร์การ์ดรุ่นนี้ใช้งาน 3G ที่ความเร็วสูงสุด 3.6 Mbps หรือ 7.2 Mbps นั่นหมายถึงว่า ตัวแอร์การ์ดสามารถรองรับความเร็วดังกล่าวได้ แต่ถ้าผู้ใช้นำซิมการ์ดที่เปิดบริการ EDGE/GPRS มาใช้บริการ ความเร็วที่ได้ก็จะจำกัดอยู่ที่ไม่เกิน 236.8 Kbps เช่นเดิม
ในแง่ของการใช้งาน เนื่องจากพื้นที่ให้บริการ 3G ยังไม่ครอบคลุม ทำให้หลายๆ โอเปอเรเตอร์เลือกที่จะให้บริการ 3G ไปพร้อมกับการให้บริการแพกเกจ Wi-Fi ในรูปแบบการขายพ่วง หรือ เป็นแพกแกจเสริมให้เลือกใช้กัน อย่างเอไอเอส ที่เลือกจับมือกับ 3BB ทรูมูฟ ที่คอนเวอร์เจนซ์ ทรูไวไฟ หรือแม้แต่ กสท ที่เชื่อมรูปแบบการให้บริการ 3G เข้ากับไฮสปีดอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความ เร็วสูงได้แม้ไม่อยู่ในพื้นที่ให้บริการ 3G ก็ตาม
และจากความสามารถของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตจาก 3G ผ่านเครือข่ายไร้สายอย่างไวไฟ (Wi-Fi Hotspot) ทำให้ผู้ใช้ที่มีอุปกรณ์พกพามากกว่าหนึ่งเครื่อง สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถนี้ เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆ ทีีมีอยู่ในมือใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลาจริงๆ ทั้งหมดนี้เป็นความไม่เหมือนกันในโลกของ 3G
3G ย่อมาจากคำว่า Third Generation Mobile Network เป็นเทคโนโลยียุคถัดมาของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน โดยเป็นเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้การใช้งานข้อมูลหรือดาต้าบนมือ ถือมีความเร็วที่สูงขึ้น ทางเทคนิคแล้ว 3G สามารถให้ความเร็วสูงสุดได้ถึง 42 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ขณะที่เทคโนโลยีปัจจุบันหรือจะเรียกว่า 2G หรือ 2.75G ก็ตาม มีความเร็วสูงสุดที่ 236.8 กิโลบิตต่อวินาที (Kbps)
*****3G ต่างกันที่ความถี่
ในวันนี้ ประเทศไทยมีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือภายใต้เทคโนโลยี 3G กันบ้างแล้ว ทั้งในรูปของเชิงพาณิชย์และใช้งานฟรี บน 3 ช่วงคลื่นความถี่ เริ่มจากคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม ที่ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เป็นผู้ครอบครองสิทธิ และได้มีการแบ่งให้โอเปอเรเตอร์ที่อยู่ภายใต้สัมปทานเบอร์ 2 และ 3 ในตลาดอย่างบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทคกับบริษัท ทรู มูฟ ให้นำมาทดลองให้บริการแบบไม่เก็บเงิน
อย่างไรก็ตามดีแทคได้ออกมาแจ้งว่าพร้อมที่จะเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์ได้ราวกลางเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ตามข้อมูลที่ระบุว่า ในเบื้องต้นจะเปิดให้บริการพื้นที่ในกรุงเทพฯ ก่อนแล้ว มีแผนที่จะติดตั้งสถานีฐาน 3G ให้ได้ทั้งสิ้น 1,220 สถานีฐานเมื่อถึงสิ้นปี ขณะที่ทรูมูฟยังไม่มีท่าทีที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์สำหรับลูกค้าทรูมูฟ ยังคงเป็นลักษณะของรูปทดลองให้บริการอยู่
ขณะที่บริษัท เรียลมูฟ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนขายส่งขายต่อ (wholesale-resale) เชิงพาณิชย์เพื่อให้บริการ 3G บนเทคโนโลยี HSPA จาก กสทภายใต้แบรนด์ 'ทรูมูฟ เอช' ที่วันนี้ได้มีการออกแพกเกจค่าบริการออกมาแล้ว ยังไม่รวมการทำตลาดภายใต้แบรนด์ 'มาย' ของ กสทและมีแพกเกจค่าบริการออกมาแล้วเช่นกัน แต่ไม่ได้ระบุพื้นที่การให้บริการว่ามีพื้นที่ครอบคลุมแค่ไหน มีเพียงแต่ข้อมูลว่า จะติดตั้งสถานีฐาน 3G เพิ่มอีก 3,000 สถานีฐานภายในปีนี้
ด้วยข้อเสนอค่าบริการเครือข่าย 3G ของค่าย กสท ถือว่า เปิดตัวได้น่าสนใจ โดยมีโปรโมชัน “NetLite” ที่ ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ที่เป็นแอร์การ์ด แท็บเล็ต โดยมีค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 590 บาท ใช้งานได้ไม่อั้น สามารถส่งเอสเอ็มเอสได้ 100 ข้อความต่อเดือน ส่วนผู้ใช้ที่เป็นสมาร์ทโฟนทั้งหลาย กสท ก็มีโปรโมชัน “NetSmart” มีให้เลือก 2 โปรโมชัน โปรโมชันแรก ค่าบริการรายเดือน 690 บาท โทร.ฟรีได้ทุกเครือข่าย 200 นาทีต่อเดือน ใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่อั้น ส่งเอสเอ็มเอสได้ 200 ข้อความต่อเดือน ส่วนโปรโมชันที่สอง มีค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 790 บาท โทร.ฟรีทุกเครือข่ายถึง 500 นาทีต่อเดือน ส่งเอสเอ็มเอสได้ 300 ข้อความต่อเดือน และแน่นอนว่า เล่นอินเทอร์เน็ตได้ไม่อั้นเช่นกัน
ขณะที่โปรโมชันของ ทรูมูฟ เอช ที่เพิ่งออกมาก่อนหน้าโปรโมชัน มายของกสท ไม่นานมีให้เลือก 2 โปรโมชันเช่นกัน ประกอบไปด้วย “สมาร์ท 649” ได้ทั้งค่าโทร.และค่าอินเทอร์เน็ตโทร.ได้ 250 นาที ใช้เล่นอินเทอร์เน็ตได้ 1.5 GB เล่นไวไฟของทรู ได้ไม่จำกัด ส่วน "ดาต้า 649" เป็น โปรโมชันสำหรับเล่นอินเทอร์เน็ตเป็นหลักโดยไม่มีค่าโทร.ให้แต่เปลี่ยนปริมาณ การเล่นอินเทอร์เน็ตที่ 3 GB ใช้ไวไฟไม่อั้นเช่นกัน โดยทั้งสองโปรโมชันการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทั้ง GPRS / EDGE และ 3G รวมกันไม่มีการแยกว่า ใช้บนเครือข่าย 3G เท่าไร EDGE เท่าไร ซึ่งเป็นการยากในการใช้งานว่า ตอนนี้ใช้งานในส่วนไหนไปเท่าไร
ส่วนแบรนด์พี่ใหญ่อย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ได้รับสิทธิให้บริการเชิงพาณิชย์จากบริษัท ทีโอที เจ้าของสัมปทานบนคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz มา แล้วพอสมควร ล่าสุด เอไอเอสได้เปิดให้บริการแล้ววันนี้ในพื้นที่กรุงเทพตอนในและอีก 7 จังหวัดประกอบด้วยกรุงเทพ เชียงใหม่ ชลบุรี หาดใหญ่-สงขลา ภูเก็ต ชะอำ-หัวหิน-ปราณบุรี และนครราชสีมา รองรับความเร็วสูงสุด 21.6 เมกะบิตต่อวินาที เมื่อรวมกับไวไฟที่ร่วมมือกับทาง 3บีบีก่อนหน้านี้กว่า 30,000 จุด และมีแผนที่จะเพิ่มเป็น 50,000 จุดภายในสิ้นปีนี้ ขณะในส่วนของเทคโนโลยีเอดจ์ ทางเอไอเอสก็ได้มีการอัปเกรทดเป็นเอดจ์พลัส ทำให้สามารถส่งข้อมูลเร็วขึ้น 2 เท่าของเอดจ์เดิม โดยผู้สนใจสามารถสมัครแพกเกจ 3G–Wifi–EDGE+ เริ่มต้นเดือนละ 150 บาท
ส่วนผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่ช่วงใหญ่อย่างทีโอที ที่เปิดให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz ซึ่งถือเป็นย่านความถี่สากล ได้ให้บริการเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ผ่านรูปแบบการให้บริการที่เรียกว่า MVNO (Mobile virtual network operator) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ให้บริษัทเอกชนมาซื้อแอร์ไทม์บนโครงข่ายของทีโอทีไปขายต่อ ให้ผู้ให้บริโภค ก็มีแผนขยายการให้บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ หลังจบการประมูลเพื่อขยายโครงข่ายและสถานีฐานเพิ่มอีก 5,290 สถานีฐานให้ครอบคลุม 18 จังหวัดภายในสิ้นปีนี้และครอบคลุมทั่วประเทศภายในปีหน้า
****3G ไม่เหมือนที่อุปกรณ์
ใครที่คิดจะใช้ 3G ค่ายดีแทค-ทรูมูฟ อย่าลืมมองหาโทรศัพท์มือถือที่รองรับคลื่นความถี่ 850 MHz ส่วนเอไอเอส มองหาที่ 900 MHz ขณะที่ 2.1 GHz นั้นเป็นช่วงคลื่นความถี่มาตรฐานของ 3G ดังนั้นอุปกรณ์พกพาใดๆ ที่สามารถเชื่อมต่อ 3G ได้สามารถใช้งานที่คลื่น 2.1 GHz ได้
แน่นอนว่า ในการใช้งาน 3G ให้ได้ประสิทธิภาพนั้น นอกจากมีโอเปอเรเตอร์ที่พัฒนาให้เครือข่ายสามารถกระจายสัญญาณแล้ว อุปกรณ์รับสัญญาณอย่างสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต ก็ต้องมีภาครับสัญญาณที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อไร้สายความเร็วสูงด้วยเช่น กัน
โดยภาครับสัญญาณ 3G ที่วางจำหน่ายอยู่กับโทรศัพท์มือถือ และสมาร์ทโฟนในท้องตลาดนั้น มีทั้งแบบที่รองรับได้แบบเริ่มต้นที่ความเร็ว 384 Kbps ไปจนถึงความเร็วสูงสุดของสมาร์ทโฟนที่วางจำหน่ายในประเทศไทย HSPA+ อย่าง Samsung Galaxy S2 ที่สามาถรับสัญญาณได้ 21 Mbps
ถ้าแยกย่อยความเร็วในการใช้งานออกมาจะพบตั้งแต่ เครื่องที่โฆษณาว่ารองรับการใช้งาน 3G แต่วิ่งเร็วสุดแค่ 384 Kbps หรือถ้าเครื่องมีราคาสูงขึ้นอีกนิดก็จะพบว่าความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล อยู่ที่ 3.6 Mbps อัปโหลดที่ 384 Kbps ส่วนระดับกลางๆ ในปัจจุบัน และถือว่าเป็นช่วงมาตรฐานการใช้งานทั่วโลกจะมีความเร็วในการดาวน์โหลด 7.2 Mbps และอัปโหลด 2 Mbps ขณะที่เครื่องในรุ่นไฮเอนด์จะมีอัตราดาวน์โหลดสูงขึ้นไปเป็น 14.4 - 21 Mbps อัปโหลดที่ 5.76 Mbps
ดังนั้นในการเลือกซื้อโทรศัพท์ และแอร์การ์ด ผู้ซื้อควรใส่ใจในรายละเอียดของเทคโนโลยี 3G ให้เหมาะสมกับความต้องการใช้งาน ไม่ใช่สักแต่เลือกซื้อเพราะเห็นว่ารองรับ 3G แต่ไม่ได้ดูถึงความเร็วในการใช้งานที่ได้ และจะพาลไปโทษเหล่าโอเปอเรเตอร์ผู้ให้บริการว่า ทำไมเป็น 3G แล้วแต่ยังช้าเหมือนเดิม
นอกจากปัจจัยในเรื่องของเครือข่ายและอุปกรณ์เชื่อมต่อแล้ว ในกรณีที่ผู้ใช้งานต้องการใช้บริการ 3G จำเป็นต้องสมัครเข้าใช้งานในแพกเกจ 3G โดยเฉพาะด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้บริการ เอไอเอส ในกรณีที่ยังไม่สมัครใช้บริการ 3G เมื่อเข้าไปอยู่ในบริเวณที่ให้บริการ 3G ตัวโทรศัพท์ จะสามารถจับสัญญาณ 3G และโชว์ขึ้นที่หน้าจอ แต่ความเร็วที่ได้ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะถูกจำกัดไว้ที่ 384 Kbps เท่านั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังเอไอเอสจัดงานแถลงข่าวทิศทางการดำเนินธุรกิจครึ่งปีหลัง คาดว่าได้มีการปรับเพิ่มความเร็วให้ผู้ใช้งานที่ใช้แพกแกจ GPRS ไม่จำกัดเดิม สามารถใช้งาน 3G ได้แบบเต็มประสิทธิภาพที่ 7.2 Mbps โดยไม่จำเป็นต้องสมัครแพกเกจเสริมแต่อย่างใด ส่วนผู้ใช้งานที่สมัครแพกเกจแบบจำกัดจำนวนไว้ยังคงต้องสมัครแพกแกจ 3G ควบคู่ไปถ้าต้องการความเร็วที่เพิ่มขึ้น
ในกรณีของแอร์การ์ด แม้ว่าตอนซื้อผู้ขายจะให้ข้อมูลว่า แอร์การ์ดรุ่นนี้ใช้งาน 3G ที่ความเร็วสูงสุด 3.6 Mbps หรือ 7.2 Mbps นั่นหมายถึงว่า ตัวแอร์การ์ดสามารถรองรับความเร็วดังกล่าวได้ แต่ถ้าผู้ใช้นำซิมการ์ดที่เปิดบริการ EDGE/GPRS มาใช้บริการ ความเร็วที่ได้ก็จะจำกัดอยู่ที่ไม่เกิน 236.8 Kbps เช่นเดิม
ในแง่ของการใช้งาน เนื่องจากพื้นที่ให้บริการ 3G ยังไม่ครอบคลุม ทำให้หลายๆ โอเปอเรเตอร์เลือกที่จะให้บริการ 3G ไปพร้อมกับการให้บริการแพกเกจ Wi-Fi ในรูปแบบการขายพ่วง หรือ เป็นแพกแกจเสริมให้เลือกใช้กัน อย่างเอไอเอส ที่เลือกจับมือกับ 3BB ทรูมูฟ ที่คอนเวอร์เจนซ์ ทรูไวไฟ หรือแม้แต่ กสท ที่เชื่อมรูปแบบการให้บริการ 3G เข้ากับไฮสปีดอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความ เร็วสูงได้แม้ไม่อยู่ในพื้นที่ให้บริการ 3G ก็ตาม
และจากความสามารถของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตจาก 3G ผ่านเครือข่ายไร้สายอย่างไวไฟ (Wi-Fi Hotspot) ทำให้ผู้ใช้ที่มีอุปกรณ์พกพามากกว่าหนึ่งเครื่อง สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถนี้ เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆ ทีีมีอยู่ในมือใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลาจริงๆ ทั้งหมดนี้เป็นความไม่เหมือนกันในโลกของ 3G
เอสเอพี เผย 3 เทรนด์ใหม่ 'การวิเคราะห์-โมบิลิตี้ และคลาวด์' จะพลิกโฉมหน้าการทำตลาดจากองค์กรขนาดใหญ่ลงสู่ตลาดแมสพร้อมจัดงานโชว์ เทคโนโลยี SAP World Tour 2011 ในไทย 17ส.ค.นี้
นายโทมัส แซค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอพี ประเทศไทย กล่าวว่า เอส เอพีจะให้ความสำคัญกับ 3 นวัตกรรม ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป คือ 1. การวิเคราะห์ (Analytics) ที่มีเอสเอพี ฮานา เป็นตัวชูโรง 2. โมบิลิตี้ และ 3. คลาวด์ เทคโนโลยี ทั้ง 3 นวัตกรรมถือเป็นการพลิกโฉมหน้าครั้งสำคัญของเอสเอพี จากโซลูชันที่จะต้องใช้งานผ่านจอคอมพิวเตอร์เปลี่ยนมาเป็นโลกของโมบิลิตี้ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของเอสเอพีในระยะยาว เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนเกมการทำตลาดก็ว่าได้ ส่วนคลาวด์ เทคโนโลยีนั้นในไทยถือว่า ยังเป็นเรื่องใหม่ มีการลงทุนในเรื่องนี้ยังไม่เยอะมาก ซึ่งคงจะต้องใช้เวลาในการทำตลาด แต่ถือเป็นแนวโน้มที่มาอย่างแน่นอน
สำหรับแผนการตลาดในปีนี้เอสเอพีจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดในเชิงลึก มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดโทรคมนาคม การเงินธนาคาร สาธารณูปโภค ขณะที่เริ่มมีการตั้งพาร์ทเนอร์ที่จะรุกตลาดในส่วนที่เป็นลูกค้าขนาดกลางและ เล็กมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีของเอสเอพีมีความง่ายและคล่องตัวในการใช้งานจากเดิมที่ ลูกค้าหลักๆ ของเอสเอพีมักจะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่
'วันนี้ โซลูชันของเอสเอพีถูกพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานในธุรกิจขนาดเล็กที่มีจำนวน พนักงานเพียงแค่ 10 คนได้แล้ว ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนคงเป็นเรื่องยากที่จะใช้โซลูชันอย่างอีอาร์พีใน องค์กรธุรกิจขนาดเล็กอย่างนี้'
ส่วนผลประกอบการไตรมาสแรกของเอสเอพีในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดดีที่ สุดนับตั้งแต่ที่ทำตลาดในไทยมากว่า 5 ปี เติบโตถึง 2-3 เท่าตัว เป็นผลมาจาการที่เอสเอพีมีพันธมิตรที่ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจตั้งแต่กลุ่ม ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยมีความร่วมมืออยู่ประมาณ 40-50 ราย
การปรับนวัตกรรมของเอสเอพีที่ทำให้ผู้ใช้ทุกกลุ่มสามารถซื้อหาไปใช้ งานได้ง่าย เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เอสเอพีเติบโตอย่างมากในปีที่แล้ว ที่สำคัญเอสเอพีมีความหลากหลายในตัวโซลูชัน ไม่ได้เน้นที่โซลูชันใดโซลูชันหนึ่งเป็นพิเศษ และเพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ของเอสเอพี ให้ดียิ่งขึ้น จึงได้จัดงาน SAP World Tour 2011 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 17 ส.ค.โดยจะมีการแสดงโซลูชันใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจจากพันธมิตรทางธุรกิจของเอสเอพีกว่า 20 ราย รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคโนโลยีจากวิทยากรที่เชี่ยวชาญในสาขา ต่างๆ
Company Related Link :
SAP
นายโทมัส แซค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอพี ประเทศไทย กล่าวว่า เอส เอพีจะให้ความสำคัญกับ 3 นวัตกรรม ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป คือ 1. การวิเคราะห์ (Analytics) ที่มีเอสเอพี ฮานา เป็นตัวชูโรง 2. โมบิลิตี้ และ 3. คลาวด์ เทคโนโลยี ทั้ง 3 นวัตกรรมถือเป็นการพลิกโฉมหน้าครั้งสำคัญของเอสเอพี จากโซลูชันที่จะต้องใช้งานผ่านจอคอมพิวเตอร์เปลี่ยนมาเป็นโลกของโมบิลิตี้ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของเอสเอพีในระยะยาว เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนเกมการทำตลาดก็ว่าได้ ส่วนคลาวด์ เทคโนโลยีนั้นในไทยถือว่า ยังเป็นเรื่องใหม่ มีการลงทุนในเรื่องนี้ยังไม่เยอะมาก ซึ่งคงจะต้องใช้เวลาในการทำตลาด แต่ถือเป็นแนวโน้มที่มาอย่างแน่นอน
สำหรับแผนการตลาดในปีนี้เอสเอพีจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดในเชิงลึก มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดโทรคมนาคม การเงินธนาคาร สาธารณูปโภค ขณะที่เริ่มมีการตั้งพาร์ทเนอร์ที่จะรุกตลาดในส่วนที่เป็นลูกค้าขนาดกลางและ เล็กมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีของเอสเอพีมีความง่ายและคล่องตัวในการใช้งานจากเดิมที่ ลูกค้าหลักๆ ของเอสเอพีมักจะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่
'วันนี้ โซลูชันของเอสเอพีถูกพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานในธุรกิจขนาดเล็กที่มีจำนวน พนักงานเพียงแค่ 10 คนได้แล้ว ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนคงเป็นเรื่องยากที่จะใช้โซลูชันอย่างอีอาร์พีใน องค์กรธุรกิจขนาดเล็กอย่างนี้'
ส่วนผลประกอบการไตรมาสแรกของเอสเอพีในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดดีที่ สุดนับตั้งแต่ที่ทำตลาดในไทยมากว่า 5 ปี เติบโตถึง 2-3 เท่าตัว เป็นผลมาจาการที่เอสเอพีมีพันธมิตรที่ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจตั้งแต่กลุ่ม ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยมีความร่วมมืออยู่ประมาณ 40-50 ราย
การปรับนวัตกรรมของเอสเอพีที่ทำให้ผู้ใช้ทุกกลุ่มสามารถซื้อหาไปใช้ งานได้ง่าย เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เอสเอพีเติบโตอย่างมากในปีที่แล้ว ที่สำคัญเอสเอพีมีความหลากหลายในตัวโซลูชัน ไม่ได้เน้นที่โซลูชันใดโซลูชันหนึ่งเป็นพิเศษ และเพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ของเอสเอพี ให้ดียิ่งขึ้น จึงได้จัดงาน SAP World Tour 2011 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 17 ส.ค.โดยจะมีการแสดงโซลูชันใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจจากพันธมิตรทางธุรกิจของเอสเอพีกว่า 20 ราย รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคโนโลยีจากวิทยากรที่เชี่ยวชาญในสาขา ต่างๆ
Company Related Link :
SAP
โซนี่เปิดตัวคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก Sony Vaio Z ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เน้นความแข็งแกร่งตัวเครื่อง พร้อมทั้งฟังก์ชันการใช้งานทั้งเกมและงานกราฟิกครบครัน และสามารถทำงานได้ยาวนาน 13 ชั่วโมง
Vaio Z ซีรีส์ใหม่นั้นถูกการันตีว่าสามารถบูตเครื่องในเวลาเพียง 14 วินาที และการมาพร้อมแผ่นแบตเตอรี่ Sheet Battery ที่ช่วยยืดเวลาให้แบตเตอรี่ในเครื่องได้อีก ทั้งหมดอัดแน่นไปด้วยฮาร์ดแวร์ที่มีสมรรถภาพสูงแต่น้ำหนักเครื่องทั้งหมด หนักแค่ 1.165 กิโลกรัมเท่านั้น
ในงานมีตัวอย่างเครื่อง Sony Vaio Z ให้ผู้ร่วมงานเปิดตัวนี้ได้ทดสอบการใช้งานอีกด้วย
Vaio Z ซีรีส์ใหม่นั้นถูกการันตีว่าสามารถบูตเครื่องในเวลาเพียง 14 วินาที และการมาพร้อมแผ่นแบตเตอรี่ Sheet Battery ที่ช่วยยืดเวลาให้แบตเตอรี่ในเครื่องได้อีก ทั้งหมดอัดแน่นไปด้วยฮาร์ดแวร์ที่มีสมรรถภาพสูงแต่น้ำหนักเครื่องทั้งหมด หนักแค่ 1.165 กิโลกรัมเท่านั้น
ในงานมีตัวอย่างเครื่อง Sony Vaio Z ให้ผู้ร่วมงานเปิดตัวนี้ได้ทดสอบการใช้งานอีกด้วย
สเปก Sony Vaio Z
สำหรับ Vaio Z รุ่นใหม่ล่าสุดส่งตรงจากโซนี่ มีน้ำหนักเพียง 1.165 กิโลกรัม ความหนาเพียง 16.65 มิลลิเมตร (ไม่ถึง 2 เซนติเมตร) หน้าจอ Full HD ให้สีสันสดใสสมจริง ในหน่วยประมวลผลมาพร้อมกับ Intel Core i7 และ High Speed SSD RAID 0 เพิ่มความเร็วในการประมวลผล ใช้เวลาในการบู๊ทเครื่องแค่ 14 วินาที
กราฟิกชิปใช้เป็น AMD Radeon HD 6650M หน่วยความจำ VRAM 1GB ทำให้การใช้งานด้านเกม หรือการทำงาน 3 มิติราบรื่นและคมชัดอย่างยิ่ง
ในส่วนของ Vaio Z จะมาพร้อมกับ Power Media Dock เมื่อทำการเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน สามารถต่อหน้าจอได้พร้อมกันถึง 4 หน้าจอ ผ่านทางพอร์ต HDMI หรือ VGA แบตเตอรี่ใช้งานได้ต่อเนื่อง 6.5 ชั่วโมง และเมื่อประกอบกับ Sheet Battery จะทำงานได้นานถึง 13 ชั่วโมง (ชีต แบตเตอรี่ สามารถชาร์จกับอแดปเตอร์ได้)
และสุดท้ายราคาของ Sony Vaio Z จะจำหน่ายในรุ่น VPCZ217GH ในราคา 94,900 บาท และจะเริ่มว่างจำหน่ายในต้นเดือนสิงหาคมนี้
ความรู้สึกหลังจากได้ลองใช้งาน Vaio Z
ตัวเครื่องเบามาก สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้ชนิดที่ไม่ต้องกังวลเรื่องของน้ำหนักตัว เครื่อง งานประกอบของตัวเครื่องทำมาจากวัสดุไฟเบอร์มีความแข็งแกร่ง ทนทาน รูปแบบการดีไซน์มีความเป็นเฉพาะตัวค่อนข้างสูง เน้นให้ผู้ใช้งานสามารถพกพาง่าย รอบเครื่องใหความรู้สึกกระชับมือ
แบตเตอรี่การใช้งาน สามารถทำงานได้ถึง 13 ชั่วโมง ดังนั้นการใช้งานสามารถทำงานได้ทั้งวัน ไม่ต้องกังวลในเรื่องของแบตเตอรี่หมดระหว่างการใช้งาน
ในส่วนของราคาถือว่าค่อนข้างแพงเอาเรื่องทีเดียว ซึ่งจุดนี้ผู้ที่กำลังคิดจะเปลี่ยนโน้ตบุ๊กคงต้องชั่งใจระหว่าง Vaio Z กับโน้ตบุ๊กแบรนด์อื่นๆ ที่สเปกแรงไม่ต่างจากนี้ และมีราคาที่ถูกกว่า
Company Related Link :
Sony
Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้งาน Gmail ในประเทศไทยสามารถต่อโทรศัพท์จากคอมพิวเตอร์ไปยังโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์ มือถือได้แล้ว ขยายพื้นที่จากเดิมที่ให้บริการเฉพาะในสหรัฐฯและยุโรป มาเป็น 150 ประเทศ 38 ภาษา ราคาเริ่มต้นเพียงนาทีละ 0.02 เหรียญ หรือประมาณ 0.6 บาท (60 สตางค์)
ข้อมูลจากกูเกิลระบุว่า นอกจากไทย กูเกิลได้ขยายพื้นที่ให้บริการไปยังประเทศอื่นในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และจีน โดยขณะนี้ ผู้ใช้จีเมลสามารถซื้อเครดิตสำหรับโทรศัพท์ได้ใน 4 สกุลเงิน คือยูโร ปอนด์ ดอลลาร์แคนาดา และดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทั้งหมดผู้ใช้จะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโทรศัพท์ทางไกล แต่สามารถเสียเฉพาะค่าบริการตามเวลาที่คุย
สำหรับประเทศไทย หากโทรเข้าโทรศัพท์บ้านผู้ใช้จะเสียค่าบริการ 0.02 เหรียญสหรัฐต่อนาที (60 สตางค์) ขณะที่โทรเข้าโทรศัพท์มือถือจะเสียค่าบริการ 0.03 เหรียญ (ราว 90 สตางค์) ถือเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับการโทรเข้าโทรศัพท์มือถือในประเทศอังกฤษ ที่คิดนาทีละ 0.10 เหรียญ (ราว 3 บาท) หรือ 0.15 เหรียญต่อนาที (ราว 4.5 บาท) หากโทรเข้าโทรศัพท์มือถือในแม็กซีโก
ผู้สนใจสามารถโทรศัพท์ผ่าน Gmail ได้เพียงมองหาสัญลักษณ์ไอคอนรูปโทรศัพท์สีเขียว โดยจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมเสริม voice และ video plug-in ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้ โดยหากใครที่ใช้งาน Google Apps อยู่แล้ว ก็สามารถใช่งานผ่านฟังก์ชัน Google Voice และ Google Checkout ได้ในอัตราเดียวกัน
ข้อมูลจากกูเกิลระบุว่า นอกจากไทย กูเกิลได้ขยายพื้นที่ให้บริการไปยังประเทศอื่นในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และจีน โดยขณะนี้ ผู้ใช้จีเมลสามารถซื้อเครดิตสำหรับโทรศัพท์ได้ใน 4 สกุลเงิน คือยูโร ปอนด์ ดอลลาร์แคนาดา และดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทั้งหมดผู้ใช้จะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโทรศัพท์ทางไกล แต่สามารถเสียเฉพาะค่าบริการตามเวลาที่คุย
สำหรับประเทศไทย หากโทรเข้าโทรศัพท์บ้านผู้ใช้จะเสียค่าบริการ 0.02 เหรียญสหรัฐต่อนาที (60 สตางค์) ขณะที่โทรเข้าโทรศัพท์มือถือจะเสียค่าบริการ 0.03 เหรียญ (ราว 90 สตางค์) ถือเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับการโทรเข้าโทรศัพท์มือถือในประเทศอังกฤษ ที่คิดนาทีละ 0.10 เหรียญ (ราว 3 บาท) หรือ 0.15 เหรียญต่อนาที (ราว 4.5 บาท) หากโทรเข้าโทรศัพท์มือถือในแม็กซีโก
ผู้สนใจสามารถโทรศัพท์ผ่าน Gmail ได้เพียงมองหาสัญลักษณ์ไอคอนรูปโทรศัพท์สีเขียว โดยจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมเสริม voice และ video plug-in ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้ โดยหากใครที่ใช้งาน Google Apps อยู่แล้ว ก็สามารถใช่งานผ่านฟังก์ชัน Google Voice และ Google Checkout ได้ในอัตราเดียวกัน
เนคเทค ร่วมกับ ม.เกียวโต และสถาบันสารสนเทศญี่ปุ่นเปิด "ตลาดนัด" บริการสารสนเทศพร้อมกัน
เนคเทค ร่วมกับ ม.เกียวโต และสถาบันสารสนเทศญี่ปุ่นเปิด "ตลาดนัด" บริการสารสนเทศพร้อมกัน เชื่อมโยงเครือข่าย 2 ประเทศ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการกริดภาษาและบริการประจำ กทม. ให้บริการฐานข้อมูลทางภาษาที่หลากหลาย พร้อมให้นักพัฒนาประยุกต์ใช้สำหรับงานวิจัยหรืองานที่ไม่หวังผลกำไร หวังเป็นฐานแพลตฟอร์มบริการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอนาคต
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้จัดงานแถลงข่าว “ตลาดนัดบริการสารสนเทศ สำหรับนักไอทียุคใหม่ เปิดบริการ Language Grid และ Service Grid Bangkok Operation Center” ณ อาคารเนคเทค อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 14 ก.พ.54 โดย ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงศ์ ผอ.เนคเทค กล่าวว่า ทางเนคเทคนั้นได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโต และ สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศญี่ปุ่น (The Nation Intitue of information and Communications Technology of Japan : NICT) ร่วมเปิดบริการตลาดนัดบริการสารสนเทศพร้อมกันทั้ง 2 ประเทศ
ผอ.เนคเทค กล่าวว่า ศูนย์กลางสำหรับบริการเทคโนโลยีสารสนเทศตามโครงการนี้มี 3 ศูนย์คือ 1. ศูนย์กริดภาษา (Language Grid Bangkok Operation Center) เครื่อข่ายด้านการประมวลผลทางภาษาธรรมชาติ 2. ศูนย์กริดบริการ (Service Grid Bangkok Operation Center) เป็นเทคโนโลยีด้านการบริการ และ3. ศูนย์กริดภาษาเกียวโต (Language Grid Kyoto Operation Center) ซึ่งเป็นความร่วมมือจากญี่ปุ่น
ศูนย์เหล่านี้จะเป็นตัวกลางในการรวบรวมบริการต่างๆ ทั้งที่เป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยีและสาระดิจิทัลอื่นๆ โดยมีการเชื่อมโยงบริการระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายให้เกิดการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ใช้บริการเว็บเซอร์วิส และในอนาคตจะนำไปต่อยอดทั้งในเชิงสาธารณะประโยชน์และเชิงพาณิชย์
สำหรับศูนย์ปฏิบัติการกริดภาษาประจำกรุงเทพฯ นั้น เนคเทคเป็นผู้ดูแลโดยเปิดสำหรับงานวิจัยหรืองานที่ไม่หวังผลกำไรเท่านั้น และจะครอบคลุมถึงการให้บริการทั่วไป รวมถึงการใช้งานภายในองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรด้วย เพื่อให้องค์กรเหล่านี้ได้ติดต่อสื่อสารหลายภาษา ภายในชุมชนหรือโรงเรียน และงานวิจัยของสถาบันการศึกษาในเรื่องการติดต่อสื่อสารหลายภาษา เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ
ทางด้าน ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช นักวิจัยอาวุโสเนคเทค ที่ปรึกษาโครงการจัดตั้งและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับกริดภาษาและกริด บริการ อธิบายว่า กริดดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มสำหรับให้บริการ เพื่อแบ่งปันฐานข้อมูลภาษาและบริการ เกี่ยวกับฐานข้อมูลภาษาจากทั่วโลก โดยเชื่อมต่อระหว่างผู้สนับสนุนฐานข้อมูลกับผู้ใช้งานผ่านทางระบบเว็บ เซอร์วิส
"กริดภาษานี้ มุ่งเน้นที่จะเชื่อมโยงบริการทางฐานข้อมูลภาษาอันหลากหลาย ที่เปิดให้บริการโดยองค์กรต่างๆ ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน และพัฒนาโครงสร้างของระบบ ที่จะสามารถใช้ร่วมกันได้จากหลายองค์กรที่มีฐานข้อมูลแตกต่างกัน" ดร.วิรัชอธิบาย โดยขณะนี้ได้พัฒนาไปหลายภาษาแล้ว อาทิ ฮินดี พม่า ญี่ปุ่น กัมพูชา ลาว เกาหลี อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย ฯลฯ ซึ่งมีปริมาณคำที่มาก สามารถเชื่อมโยง ตลอดจนให้ข้อมูลทางความหมายข้ามภาษา สืบค้นได้ง่าย"
ทั้งนี้ ผู้ใช้สามารถเข้ามาใช้งานกริดภาษา เพื่อแบ่งปันฐานข้อมูลสำหรับการใช้งาน หรือนำไปพัฒนาระบบต่างๆ ตามความต้องการ รวมถึงการประยุกต์ฐานข้อมูลพจนานุกรมจากคู่ภาษาหนึ่งกับภาษาอื่นๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกภาษาให้กับการแปล และความถูกต้องที่มากขึ้น
ผอ.เนคเทค อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบดังกล่าวเป็นแนวทางการออกแบบ และพัฒนาแพลตฟอร์มให้เป็นเสมือน “ตลาดกลาง” (Marketplace) ที่รวบรวมข้อมูลและสาระดิจิทัล รวมทั้งเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเอาไว้ด้วยกัน มาแปลงและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มให้บริการ (Platform as a Service) ที่มีมาตรฐานการจัดการข้อมูล และมาตรฐานการประยุกต์ใช้บนโครงสร้างสารสนเทศที่เป็นระบบได้อีกด้วย
โครงการนี้ เปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานการศึกษา รวมทั้งประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าถึงและนำข้อมูลต่างๆ เพื่อมาสร้างประโยชน์เพื่อการเรียนรู้ ค้นคว้าวิจัย และพัฒนาธุรกิจผ่านเว็บเซอร์วิส เฉพาะกลุ่มวิจัยหรือองค์กรที่สนใจสามารถเข้าชมรายละเอียดและสมัครเป็นสมาชิก ได้ที่ http://servicegrid-bangkok.org
อย่างไรก็ดี ศูนย์บริการสารสนเทศทั้ง 3 อยู่ภายใต้โครงการ "ดิจิไทซ์ ไทยแลนด์" (Digitized Thailand) โดยมี แนวคิดหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี สำหรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสร้างและบริการระบบคลังข้อมูลดิจิทัลแห่งชาติสำหรับนวัตกรรมและต่อยอด ผลงานในอุตสาหกรรมสารสนเทศ.
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้จัดงานแถลงข่าว “ตลาดนัดบริการสารสนเทศ สำหรับนักไอทียุคใหม่ เปิดบริการ Language Grid และ Service Grid Bangkok Operation Center” ณ อาคารเนคเทค อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 14 ก.พ.54 โดย ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงศ์ ผอ.เนคเทค กล่าวว่า ทางเนคเทคนั้นได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโต และ สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศญี่ปุ่น (The Nation Intitue of information and Communications Technology of Japan : NICT) ร่วมเปิดบริการตลาดนัดบริการสารสนเทศพร้อมกันทั้ง 2 ประเทศ
ผอ.เนคเทค กล่าวว่า ศูนย์กลางสำหรับบริการเทคโนโลยีสารสนเทศตามโครงการนี้มี 3 ศูนย์คือ 1. ศูนย์กริดภาษา (Language Grid Bangkok Operation Center) เครื่อข่ายด้านการประมวลผลทางภาษาธรรมชาติ 2. ศูนย์กริดบริการ (Service Grid Bangkok Operation Center) เป็นเทคโนโลยีด้านการบริการ และ3. ศูนย์กริดภาษาเกียวโต (Language Grid Kyoto Operation Center) ซึ่งเป็นความร่วมมือจากญี่ปุ่น
ศูนย์เหล่านี้จะเป็นตัวกลางในการรวบรวมบริการต่างๆ ทั้งที่เป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยีและสาระดิจิทัลอื่นๆ โดยมีการเชื่อมโยงบริการระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายให้เกิดการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ใช้บริการเว็บเซอร์วิส และในอนาคตจะนำไปต่อยอดทั้งในเชิงสาธารณะประโยชน์และเชิงพาณิชย์
สำหรับศูนย์ปฏิบัติการกริดภาษาประจำกรุงเทพฯ นั้น เนคเทคเป็นผู้ดูแลโดยเปิดสำหรับงานวิจัยหรืองานที่ไม่หวังผลกำไรเท่านั้น และจะครอบคลุมถึงการให้บริการทั่วไป รวมถึงการใช้งานภายในองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรด้วย เพื่อให้องค์กรเหล่านี้ได้ติดต่อสื่อสารหลายภาษา ภายในชุมชนหรือโรงเรียน และงานวิจัยของสถาบันการศึกษาในเรื่องการติดต่อสื่อสารหลายภาษา เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ
ทางด้าน ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช นักวิจัยอาวุโสเนคเทค ที่ปรึกษาโครงการจัดตั้งและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับกริดภาษาและกริด บริการ อธิบายว่า กริดดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มสำหรับให้บริการ เพื่อแบ่งปันฐานข้อมูลภาษาและบริการ เกี่ยวกับฐานข้อมูลภาษาจากทั่วโลก โดยเชื่อมต่อระหว่างผู้สนับสนุนฐานข้อมูลกับผู้ใช้งานผ่านทางระบบเว็บ เซอร์วิส
"กริดภาษานี้ มุ่งเน้นที่จะเชื่อมโยงบริการทางฐานข้อมูลภาษาอันหลากหลาย ที่เปิดให้บริการโดยองค์กรต่างๆ ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน และพัฒนาโครงสร้างของระบบ ที่จะสามารถใช้ร่วมกันได้จากหลายองค์กรที่มีฐานข้อมูลแตกต่างกัน" ดร.วิรัชอธิบาย โดยขณะนี้ได้พัฒนาไปหลายภาษาแล้ว อาทิ ฮินดี พม่า ญี่ปุ่น กัมพูชา ลาว เกาหลี อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย ฯลฯ ซึ่งมีปริมาณคำที่มาก สามารถเชื่อมโยง ตลอดจนให้ข้อมูลทางความหมายข้ามภาษา สืบค้นได้ง่าย"
ทั้งนี้ ผู้ใช้สามารถเข้ามาใช้งานกริดภาษา เพื่อแบ่งปันฐานข้อมูลสำหรับการใช้งาน หรือนำไปพัฒนาระบบต่างๆ ตามความต้องการ รวมถึงการประยุกต์ฐานข้อมูลพจนานุกรมจากคู่ภาษาหนึ่งกับภาษาอื่นๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกภาษาให้กับการแปล และความถูกต้องที่มากขึ้น
ผอ.เนคเทค อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบดังกล่าวเป็นแนวทางการออกแบบ และพัฒนาแพลตฟอร์มให้เป็นเสมือน “ตลาดกลาง” (Marketplace) ที่รวบรวมข้อมูลและสาระดิจิทัล รวมทั้งเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเอาไว้ด้วยกัน มาแปลงและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มให้บริการ (Platform as a Service) ที่มีมาตรฐานการจัดการข้อมูล และมาตรฐานการประยุกต์ใช้บนโครงสร้างสารสนเทศที่เป็นระบบได้อีกด้วย
โครงการนี้ เปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานการศึกษา รวมทั้งประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าถึงและนำข้อมูลต่างๆ เพื่อมาสร้างประโยชน์เพื่อการเรียนรู้ ค้นคว้าวิจัย และพัฒนาธุรกิจผ่านเว็บเซอร์วิส เฉพาะกลุ่มวิจัยหรือองค์กรที่สนใจสามารถเข้าชมรายละเอียดและสมัครเป็นสมาชิก ได้ที่ http://servicegrid-bangkok.org
อย่างไรก็ดี ศูนย์บริการสารสนเทศทั้ง 3 อยู่ภายใต้โครงการ "ดิจิไทซ์ ไทยแลนด์" (Digitized Thailand) โดยมี แนวคิดหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี สำหรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสร้างและบริการระบบคลังข้อมูลดิจิทัลแห่งชาติสำหรับนวัตกรรมและต่อยอด ผลงานในอุตสาหกรรมสารสนเทศ.
จาก : Manger Online
อินเทลลุย"คลาวด์คอมพิวติ้งกลุ่มเอ็นเตอร์ไพร์ส"เต็มรูปแบบ ดึงกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์กำหนดแผนคลาวด์บิวเดอร์เพื่อให้มีกลยุทธ์และแผนการ ผลิตระบบคลาวด์ร่วมกัน
อัลลิซัน เคลน ผู้อำนวยการด้านการตลาดกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์อินเทล กล่าวว่า จากเดิมปี 2010 อินเทลได้เผยวิสัยทัศน์คลาวด์ 2015 และกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ (Open Data Center Alliance) จำนวน 70 รายไปนั้น ล่าสุดอินเทลได้รับการตอบรับจากกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นเป็น จำนวน 280 ราย หรือนับเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้น 4 เท่าจากปี 2010 บนองค์ประกอบร่วมกันระหว่างอินเทลและกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ในการสร้าง กลยุทธ์และแบบแผนการผลิตระบบคลาวด์ด้วย 3 หลักการคือ 1. IT & Service Providers (เป็นผู้กำหนดสเปก) 2. Products & Technologies (ผลิตและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม) และ 3. Intel Cloud Builders (สร้างส่วนควบคุม)
ด้วยจำนวนกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ่น และเทรนด์การใช้งานดีไวซ์ที่สามารถเชื่อมต่อระบบคลาวด์ ส่งผลให้อินเทลคาดว่าในปี 2015 ดีไวซ์อาจมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นถึง 1.5 หมื่นล้านเครื่อง ในขณะที่ผู้ใช้ดีไวซ์เกิดใหม่จะอยู่ในหลัก 1 พันล้านเครื่อง ซึ่งอินเทลก็มีความพร้อมรองรับในเรื่องของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในส่วนของ คลาวด์บิวเดอร์ พร้อมพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต รวมถึงกลไกลและกลยุทธ์ที่พันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ร่วมร่างกับอินเทลเพื่อหา มาตรฐานที่เป็นหนึ่งเดียวจะสามารถขับเคลื่อนระบบคลาวด์คอมพิวติงให้เกิดขึ้น ในอีก 4-5 ปีข้างหน้านี้
"เมื่อองค์กรขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงระบบคลาวด์คอมพิวติงอย่าง เต็มรูปแบบ จะช่วยประหยัดงบประมาณถึง 17 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 510 ล้านบาท) ในเรื่องการวางระบบที่ใช้เงินทุนสูง อีกทั้งยังช่วยลดเวลาในการเรียนรู้ของบุคคลากรในองค์กรจากเวลาเป็นเดือนให้ เหลือเป็นชั่วโมงและนาทีในอนาคต รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลก็สามารถเข้าถึงได้จากทุกคนตามลำดับความสำคัญ"
ในส่วน บิลลี่ ค็อก ผู้อำนวยการกลุ่มฝ่ายวางแผนคลาวด์ ซอฟต์แวร์และบริการอินเทล กล่าวเสริมว่า เนื่องจากอินเทลคือผู้ผลิตชิปประมวลผลรายใหญ่และมีหน่วยประมวลผลด้านเอ็น เตอร์ไพร์สอย่าง Intel Xeon 5600 เป็นข้อได้เปรียบ พร้อมทั้งการร่วมมือระหว่างกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ส่วน Solution Providers เช่น CITRIX Cisco EMC Dell หรือ VMWare ในการร่างโครงสร้างพื้นฐานเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยและการเข้าถึงส่วนข้อ มูลบนคลาวด์คอมพิวติ้ง โดยใช้หลักการ 4 ส่วนในการเพิ่มประสิทธิภาพให้คลาวด์คอมพิวติ้งของอินเทลคือ 1.เรื่องความปลอดภัย (Trusted Execution Technology) 2.เรื่องประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล 3.เรื่องการจัดสรรพลังงานให้มีความเป็น Ecosystem และ 4.เรื่องการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่ง ทำให้อินเทลจะสามารถปรับสมดุลในเรื่องเทคโนโลยีความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ สูงกับเรื่องการเข้าถึงที่ง่ายและองค์กรสามารถเรียนรู้การใช้งานได้รวดเร็ว ขึ้น
ปัจจุบันอินเทลดาต้าเซ็นเตอร์มีเซิร์ฟเวอร์ที่สามารถรองรับระบบคลาวด์คอมพิวติงประมาณ 1 แสนเซิร์ฟเวอร์ และใช้พลังงานต่อตารางฟุตอยู่ที่ 500-1,500 วัตต์ พร้อมมีระบบ Disaster Recovery (DR) ในการช่วยสำรองข้อมูลไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ประเทศอื่นๆ เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจนดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับความเสียหาย
Company Related Link :
Intel
อัลลิซัน เคลน ผู้อำนวยการด้านการตลาดกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์อินเทล กล่าวว่า จากเดิมปี 2010 อินเทลได้เผยวิสัยทัศน์คลาวด์ 2015 และกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ (Open Data Center Alliance) จำนวน 70 รายไปนั้น ล่าสุดอินเทลได้รับการตอบรับจากกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นเป็น จำนวน 280 ราย หรือนับเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้น 4 เท่าจากปี 2010 บนองค์ประกอบร่วมกันระหว่างอินเทลและกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ในการสร้าง กลยุทธ์และแบบแผนการผลิตระบบคลาวด์ด้วย 3 หลักการคือ 1. IT & Service Providers (เป็นผู้กำหนดสเปก) 2. Products & Technologies (ผลิตและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม) และ 3. Intel Cloud Builders (สร้างส่วนควบคุม)
ด้วยจำนวนกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ่น และเทรนด์การใช้งานดีไวซ์ที่สามารถเชื่อมต่อระบบคลาวด์ ส่งผลให้อินเทลคาดว่าในปี 2015 ดีไวซ์อาจมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นถึง 1.5 หมื่นล้านเครื่อง ในขณะที่ผู้ใช้ดีไวซ์เกิดใหม่จะอยู่ในหลัก 1 พันล้านเครื่อง ซึ่งอินเทลก็มีความพร้อมรองรับในเรื่องของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในส่วนของ คลาวด์บิวเดอร์ พร้อมพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต รวมถึงกลไกลและกลยุทธ์ที่พันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ร่วมร่างกับอินเทลเพื่อหา มาตรฐานที่เป็นหนึ่งเดียวจะสามารถขับเคลื่อนระบบคลาวด์คอมพิวติงให้เกิดขึ้น ในอีก 4-5 ปีข้างหน้านี้
"เมื่อองค์กรขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงระบบคลาวด์คอมพิวติงอย่าง เต็มรูปแบบ จะช่วยประหยัดงบประมาณถึง 17 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 510 ล้านบาท) ในเรื่องการวางระบบที่ใช้เงินทุนสูง อีกทั้งยังช่วยลดเวลาในการเรียนรู้ของบุคคลากรในองค์กรจากเวลาเป็นเดือนให้ เหลือเป็นชั่วโมงและนาทีในอนาคต รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลก็สามารถเข้าถึงได้จากทุกคนตามลำดับความสำคัญ"
ในส่วน บิลลี่ ค็อก ผู้อำนวยการกลุ่มฝ่ายวางแผนคลาวด์ ซอฟต์แวร์และบริการอินเทล กล่าวเสริมว่า เนื่องจากอินเทลคือผู้ผลิตชิปประมวลผลรายใหญ่และมีหน่วยประมวลผลด้านเอ็น เตอร์ไพร์สอย่าง Intel Xeon 5600 เป็นข้อได้เปรียบ พร้อมทั้งการร่วมมือระหว่างกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ส่วน Solution Providers เช่น CITRIX Cisco EMC Dell หรือ VMWare ในการร่างโครงสร้างพื้นฐานเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยและการเข้าถึงส่วนข้อ มูลบนคลาวด์คอมพิวติ้ง โดยใช้หลักการ 4 ส่วนในการเพิ่มประสิทธิภาพให้คลาวด์คอมพิวติ้งของอินเทลคือ 1.เรื่องความปลอดภัย (Trusted Execution Technology) 2.เรื่องประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล 3.เรื่องการจัดสรรพลังงานให้มีความเป็น Ecosystem และ 4.เรื่องการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่ง ทำให้อินเทลจะสามารถปรับสมดุลในเรื่องเทคโนโลยีความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ สูงกับเรื่องการเข้าถึงที่ง่ายและองค์กรสามารถเรียนรู้การใช้งานได้รวดเร็ว ขึ้น
ปัจจุบันอินเทลดาต้าเซ็นเตอร์มีเซิร์ฟเวอร์ที่สามารถรองรับระบบคลาวด์คอมพิวติงประมาณ 1 แสนเซิร์ฟเวอร์ และใช้พลังงานต่อตารางฟุตอยู่ที่ 500-1,500 วัตต์ พร้อมมีระบบ Disaster Recovery (DR) ในการช่วยสำรองข้อมูลไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ประเทศอื่นๆ เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจนดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับความเสียหาย
Company Related Link :
Intel
ร้าน"เลียนแบบ" Apple Store โผล่ในจีน
ร้าน"เลียนแบบ" Apple Store โผล่ในจีน
ไม่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ล (Apple) เท่านั้นที่ถูกเลียนแบบโดยบริษัทผู้ผลิตแก็ดเจ็ต (Gadget) ในจีน ล่าสุดมีรายงานข่าวพบการเลียนแบบครั้งใหญ่ที่สุด เพราะงานนี้จัดเต็มมาแบบเป็นหน้าร้าน Apple Store กันไปเลย ซึ่งภาพของหน้าร้านปลอมทั้ง 3 แห่งที่พบในคุนหมิงกำลังเป็นกระแแสว่อนไปทั่วเน็ต
เมื่อวันพุธที่ผ่านมาบล็อกเกอร์ BirdAbroad รายงานว่า เธอพบหน้าร้านเลียนแบบ Apple Store ที่มีดีไซน์ และรูปแบบของคุณภาพการให้บริการต่างๆ ไม่แพ้ต้นฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ด้วยไม้ภายในร้าน โปสเตอร์ Apple บนกำแพง พนักงานดูแลในชุดเสื้อยืดสีฟ้า และป้ายชื่อแบบแขวนคอ แต่ยังดีที่ว่า สินค้าที่วางจำหน่ายในร้านเป็นผลิตภัณฑ์ Apple ของจริง
ตอนแรกบล็อกเกอร์สาวถกเถียงกับสามีของเธอที่ระบุว่า มันเป็นร้านปลอม แต่เธอว่าไม่ปลอม จนกระทั่งทั้งสองกลับมาถึงบ้าน และตรวจสอบข้อมูลผ่านออนไลน์ก็พบว่า Apple ไม่ได้เปิดร้านในคุนหมิง หลังจากนั้นสองสามวันต่อมา ขณะที่เธอกำลังเดินไปตามถนนก็ไปพบกับร้านเลียนแบบ Apple Store อีก 2 แห่ง บล็อกเกอร์สาวแจงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่พบเห็นในร้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากร้านจริง ไม่ว่าจะเป็นบันไดที่ไม่ค่อยแข็งแรง และป้ายขื่อที่ไม่ได้ติดชื่อจริง มีแต่คำว่า Staff ภาพวาดบนกำแพงที่ไม่ถูกต้อง และสัญลักษณ์ที่หน้าร้านก็เพี้ยนจากร้านจริง "Apple ไม่เคยเขียนคำว่า Apple Store ไว้บนป้ายไฟ มันจะมีแค่ไอคอนรูปแอปเปิ้ลเท่านั้น"
บล็อกเกอร์สาวไม่เปิดเผยชื่อที่แท้จริงกับทางร้าน และทางร้านก็ไม่ทราบด้วยว่า เธอและสามีเป็นพนักงานของ Apple ในสหรัฐฯ เพียงแค่บอกว่า เขาทั้งสองมาเที่ยว และหาซื้อของตามร้าน ซึ่งทางร้านก็ให้ความเป็นมิตร แถมยังอนุญาตให้ถ่ายรูปบางรูปอีกด้วย เธอยังบอกอีกว่า พนักงานของทางร้านเชื่อว่า พวกเขากำลังทำงานให้กับบริษัท Apple จริงๆ
ข่าวจาก arip
เมื่อวันพุธที่ผ่านมาบล็อกเกอร์ BirdAbroad รายงานว่า เธอพบหน้าร้านเลียนแบบ Apple Store ที่มีดีไซน์ และรูปแบบของคุณภาพการให้บริการต่างๆ ไม่แพ้ต้นฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ด้วยไม้ภายในร้าน โปสเตอร์ Apple บนกำแพง พนักงานดูแลในชุดเสื้อยืดสีฟ้า และป้ายชื่อแบบแขวนคอ แต่ยังดีที่ว่า สินค้าที่วางจำหน่ายในร้านเป็นผลิตภัณฑ์ Apple ของจริง
ตอนแรกบล็อกเกอร์สาวถกเถียงกับสามีของเธอที่ระบุว่า มันเป็นร้านปลอม แต่เธอว่าไม่ปลอม จนกระทั่งทั้งสองกลับมาถึงบ้าน และตรวจสอบข้อมูลผ่านออนไลน์ก็พบว่า Apple ไม่ได้เปิดร้านในคุนหมิง หลังจากนั้นสองสามวันต่อมา ขณะที่เธอกำลังเดินไปตามถนนก็ไปพบกับร้านเลียนแบบ Apple Store อีก 2 แห่ง บล็อกเกอร์สาวแจงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่พบเห็นในร้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากร้านจริง ไม่ว่าจะเป็นบันไดที่ไม่ค่อยแข็งแรง และป้ายขื่อที่ไม่ได้ติดชื่อจริง มีแต่คำว่า Staff ภาพวาดบนกำแพงที่ไม่ถูกต้อง และสัญลักษณ์ที่หน้าร้านก็เพี้ยนจากร้านจริง "Apple ไม่เคยเขียนคำว่า Apple Store ไว้บนป้ายไฟ มันจะมีแค่ไอคอนรูปแอปเปิ้ลเท่านั้น"
บล็อกเกอร์สาวไม่เปิดเผยชื่อที่แท้จริงกับทางร้าน และทางร้านก็ไม่ทราบด้วยว่า เธอและสามีเป็นพนักงานของ Apple ในสหรัฐฯ เพียงแค่บอกว่า เขาทั้งสองมาเที่ยว และหาซื้อของตามร้าน ซึ่งทางร้านก็ให้ความเป็นมิตร แถมยังอนุญาตให้ถ่ายรูปบางรูปอีกด้วย เธอยังบอกอีกว่า พนักงานของทางร้านเชื่อว่า พวกเขากำลังทำงานให้กับบริษัท Apple จริงๆ
ข่าวจาก arip
Amazon ปูทางนักเรียนเช่าตำราบน Kindle
นักเรียนยุคดิจิตอลไม่ต้องเสียเงินซื้อตำราเรียนให้เปลืองสตางค์แล้ว เพราะวันนี้อเมซอน (Amazon) เปิดตัวบริการเช่าตำราเรียนหรือ textbook สำหรับทั้งผู้ที่มีและไม่มีเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ "คินเดิล (Kindle)" ให้นักเรียนนักศึกษาสามารถเช่าตำรามาอ่านชั่วคราวในเวลาต่ำสุด 30 วัน แถมสามารถขีดเขียนลงในตำราได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องกลัวเปื้อน ซึ่งนักเรียนสามารถ"เช่าใหม่อีกครั้ง"เพื่อย้อนกลับมาอ่านโน้ตที่เคยเขียน ไว้แม้จะหมดเวลาเช่าตำราไปแล้วก็ตาม
อเมซอนอธิบายว่าบันทึกที่นักเรียนเขียนไว้บนตำราเรียนซึ่งเช่ามาจากบริการ Kindle Textbook Rental จะถูกจัดเก็บแยกไว้บนบริการคลาวด์คอมพิวติงของอเมซอน โดยสามารถเชื่อมต่ออัตโนมัติหากมีการเช่าตำราเล่มเดิมซ้ำอีกครั้ง เช่นเดียวกับตำแหน่งที่นักเรียนเคยเน้นสีหรือไฮไลท์ไว้ ก็จะปรากฏในจุดเดิม ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของบริการ Kindle Textbook Rental
จุดนี้ยังไม่มีข้อมูลว่านักเรียนจะสามารถโน้ตหรือไฮไลท์ได้สูงสุดเท่าใด แต่ทั้งอเมซอนและสำนักพิมพ์ต่างยืนยันว่าบริษัทมีนโยบายสนับสนุนมุมมองของ นักเรียนว่าสนใจเนื้อหาส่วนใดของตำราอย่างเต็มที่ แม้จะหมดเวลาเช่าลงไปแล้วก็ตาม
ขณะนี้ สำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมบริการเช่าตำราเรียนกับอเมซอนนั้นได้แก่ John Wiley & Sons, Elsevier, Taylor & Francis และ Oxford University Press คาดว่าจะช่วยให้นักเรียนสามารถประหยัดค่าซื้อหนังสือเรียนได้มากกว่า 50% หากเลือกเช่าตำราเรียนในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (eBook) จากร้าน Kindle Store
ด้วยบริการ Kindle Textbook Rental นักเรียนจะสามารถเลือกเช่าเป็นระยะเวลาได้ตามต้องการ ต่ำสุดคือ 30 วันหรือจะเช่านานเป็นปี โดยสามารถขยายระยะเวลาการเช่าภายหลังได้ ขณะนี้มีรายการหนังสือเรียนให้เช่านับหมื่นเรื่อง ซึ่งนักศึกษาที่ไม่มีเครื่อง Kindle ก็สามารถอ่านจากคอมพิวเตอร์ทั้งพีซี, แมคอินทอช, ไอแพด, ไอพ็อดทัช, ไอโฟน, แบล็กเบอรี, โทรศัพท์มือถือวินโดวส์โฟน และแอนดรอยด์ ผ่านแอปพลิเคชัน Kindle
สนนราคาค่าเช่าตำราของ Kindle Textbook Rental นั้นจะต่ำกว่าราคาเล่มหนังสือจริงมากกว่า 50% เช่น ตำราวิชาบัญชีที่มีราคาจำหน่ายในสหรัฐฯ 109 เหรียญ นักศึกษาสามารถเช่ากับอเมซอนได้ในราคา 38 เหรียญ (ระยะเวลาเช่า 1 เดือน) ซึ่งแต่ละเล่มจะถูกกำหนดราคาต่างกันไปตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเช่าตำราเรียนอาจจะเป็นผลเสียต่อกระบวนการเรียนรู้ และจดจำของนักเรียน เนื่องจากของนักเรียนส่วนใหญ่มักจะเปิดหาเนื้อความจากความจำว่า เคยอ่านข้อความนี้จากส่วนใดของเล่ม (ช่วงหน้าแรก กลาง หรือท้ายเล่ม) หรือจากส่วนใดของหน้า ซึ่งการอ่านจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะทำให้นักเรียนไม่สามารถสัมผัสความ หนา-บางของเล่มได้ การเรียกดูเนื้อหาบนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จึงทำได้ยากกว่า
ยังไม่มีรายงานการเปิดให้เช่าตำราเรียนภาษาไทยในขณะนี้
ข่าวจาก Manager
อเมซอนอธิบายว่าบันทึกที่นักเรียนเขียนไว้บนตำราเรียนซึ่งเช่ามาจากบริการ Kindle Textbook Rental จะถูกจัดเก็บแยกไว้บนบริการคลาวด์คอมพิวติงของอเมซอน โดยสามารถเชื่อมต่ออัตโนมัติหากมีการเช่าตำราเล่มเดิมซ้ำอีกครั้ง เช่นเดียวกับตำแหน่งที่นักเรียนเคยเน้นสีหรือไฮไลท์ไว้ ก็จะปรากฏในจุดเดิม ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของบริการ Kindle Textbook Rental
จุดนี้ยังไม่มีข้อมูลว่านักเรียนจะสามารถโน้ตหรือไฮไลท์ได้สูงสุดเท่าใด แต่ทั้งอเมซอนและสำนักพิมพ์ต่างยืนยันว่าบริษัทมีนโยบายสนับสนุนมุมมองของ นักเรียนว่าสนใจเนื้อหาส่วนใดของตำราอย่างเต็มที่ แม้จะหมดเวลาเช่าลงไปแล้วก็ตาม
ขณะนี้ สำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมบริการเช่าตำราเรียนกับอเมซอนนั้นได้แก่ John Wiley & Sons, Elsevier, Taylor & Francis และ Oxford University Press คาดว่าจะช่วยให้นักเรียนสามารถประหยัดค่าซื้อหนังสือเรียนได้มากกว่า 50% หากเลือกเช่าตำราเรียนในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (eBook) จากร้าน Kindle Store
ด้วยบริการ Kindle Textbook Rental นักเรียนจะสามารถเลือกเช่าเป็นระยะเวลาได้ตามต้องการ ต่ำสุดคือ 30 วันหรือจะเช่านานเป็นปี โดยสามารถขยายระยะเวลาการเช่าภายหลังได้ ขณะนี้มีรายการหนังสือเรียนให้เช่านับหมื่นเรื่อง ซึ่งนักศึกษาที่ไม่มีเครื่อง Kindle ก็สามารถอ่านจากคอมพิวเตอร์ทั้งพีซี, แมคอินทอช, ไอแพด, ไอพ็อดทัช, ไอโฟน, แบล็กเบอรี, โทรศัพท์มือถือวินโดวส์โฟน และแอนดรอยด์ ผ่านแอปพลิเคชัน Kindle
สนนราคาค่าเช่าตำราของ Kindle Textbook Rental นั้นจะต่ำกว่าราคาเล่มหนังสือจริงมากกว่า 50% เช่น ตำราวิชาบัญชีที่มีราคาจำหน่ายในสหรัฐฯ 109 เหรียญ นักศึกษาสามารถเช่ากับอเมซอนได้ในราคา 38 เหรียญ (ระยะเวลาเช่า 1 เดือน) ซึ่งแต่ละเล่มจะถูกกำหนดราคาต่างกันไปตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเช่าตำราเรียนอาจจะเป็นผลเสียต่อกระบวนการเรียนรู้ และจดจำของนักเรียน เนื่องจากของนักเรียนส่วนใหญ่มักจะเปิดหาเนื้อความจากความจำว่า เคยอ่านข้อความนี้จากส่วนใดของเล่ม (ช่วงหน้าแรก กลาง หรือท้ายเล่ม) หรือจากส่วนใดของหน้า ซึ่งการอ่านจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะทำให้นักเรียนไม่สามารถสัมผัสความ หนา-บางของเล่มได้ การเรียกดูเนื้อหาบนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จึงทำได้ยากกว่า
ยังไม่มีรายงานการเปิดให้เช่าตำราเรียนภาษาไทยในขณะนี้
ข่าวจาก Manager
ฮอตเมล (Hotmail) ผู้ให้บริการด้านอีเมลชื่อดังของไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศมาตรการเข้มสำหรับการตั้งรหัสผ่าน หวังแก้ปัญหาเรื่องถูกโจรกรรมสำหรับผู้ใช้งานในระบบ
การโจรกรรมรหัสผ่านจากผู้ไม่ประสงค์ดีในโลกของอินเทอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่มองข้ามถึงความสำคัญในการตั้งรหัสผ่านที่ สามารถคาดเดาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรหัสผ่านที่ง่ายต่อการคาดเดา เช่น '123456', 'password' หรือ 'ilovedog' เป็นต้น
ล่าสุดไมโครซอฟท์ ผู้ให้บริการฮอตเมล ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ 2 ตัว เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยที่ฟีเจอร์แรกผู้ใช้สามารถส่งรายงานไปยังผู้ให้บริการว่ามีเพื่อนในบัญชี ถูกโจรกรรม โดยไปที่ Mark as แล้วเลือก 'My friend's been hacked!' เพื่อให้ฮอตเมลตรวจสอบบัญชีดังกล่าวว่ามีการถูกโจรกรรมหรือไม่ หากบัญชีดังกล่าวถูกโจรกรรมจริง ผู้ให้บริการจะทำการล็อกบัญชีทันที
และอีกฟีเจอร์หนึ่งคือ ฮอตเมลจะทำการ 'แบน' รหัสผ่านที่ง่ายต่อการคาดเดา ดังเช่นตัวอย่างข้างต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการถูกผู้ไม่ประสงค์ดีโจรกรรมรหัสผ่าน โดยผู้ใช้ที่ตั้งรหัสผ่านดังกล่าว เมื่อถูกบล็อกแล้วสามารถเข้าไปแจ้งความประสงค์ในการขอเปลี่ยนรหัสผ่านได้ ซึ่งจะต้องมีการตอบคำถามล่าสุดเกี่ยวกับการใช้งานเพื่อยืนยันความเป็นเจ้า ของอีเมลดังกล่าว
ข่าวจาก Manager
การโจรกรรมรหัสผ่านจากผู้ไม่ประสงค์ดีในโลกของอินเทอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่มองข้ามถึงความสำคัญในการตั้งรหัสผ่านที่ สามารถคาดเดาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรหัสผ่านที่ง่ายต่อการคาดเดา เช่น '123456', 'password' หรือ 'ilovedog' เป็นต้น
ล่าสุดไมโครซอฟท์ ผู้ให้บริการฮอตเมล ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ 2 ตัว เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยที่ฟีเจอร์แรกผู้ใช้สามารถส่งรายงานไปยังผู้ให้บริการว่ามีเพื่อนในบัญชี ถูกโจรกรรม โดยไปที่ Mark as แล้วเลือก 'My friend's been hacked!' เพื่อให้ฮอตเมลตรวจสอบบัญชีดังกล่าวว่ามีการถูกโจรกรรมหรือไม่ หากบัญชีดังกล่าวถูกโจรกรรมจริง ผู้ให้บริการจะทำการล็อกบัญชีทันที
และอีกฟีเจอร์หนึ่งคือ ฮอตเมลจะทำการ 'แบน' รหัสผ่านที่ง่ายต่อการคาดเดา ดังเช่นตัวอย่างข้างต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการถูกผู้ไม่ประสงค์ดีโจรกรรมรหัสผ่าน โดยผู้ใช้ที่ตั้งรหัสผ่านดังกล่าว เมื่อถูกบล็อกแล้วสามารถเข้าไปแจ้งความประสงค์ในการขอเปลี่ยนรหัสผ่านได้ ซึ่งจะต้องมีการตอบคำถามล่าสุดเกี่ยวกับการใช้งานเพื่อยืนยันความเป็นเจ้า ของอีเมลดังกล่าว
ข่าวจาก Manager
วิจัยพบ"กูเกิล"เปลี่ยนวิถีการจำของสมอง
นักวิจัยอเมริกันพบ เครื่องมือค้นหาข้อมูลออนไลน์หรือเสิร์ชเอนจิ้นอย่างกูเกิลและค่ายอื่นๆ มีผลทำให้กระบวนการจำข้อมูลของสมองมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่ามนุษย์จำข้อมูลน้อยลงแต่จะจำแหล่งที่สามารถค้นหาได้แทน เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากูเกิลทำให้มนุษย์"ปัญญาทึบ"ลงหรือไม่ เนื่องจากมนุษย์ยังสามารถจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างสมบูรณ์
ล่าสุด กูเกิลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น 36% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนอยู่ที่ 6,920 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่า 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี
***ไม่ได้แปลว่าสมองว่าง
การสำรวจผลกระทบของการใช้เสิร์ชเอนจิ้นต่อมนุษย์นี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิทยา ศาสตร์ Science บนหัวข้อ The Google Effect โดย Betsy Sparrow นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ย้ำว่าผลกระทบจากการใช้เสิร์ชเอนจิ้นตลอดเวลาของชาวออนไลน์นั้นไม่ได้ทำให้ มนุษย์กลายเป็นคนสมองว่างเปล่าที่ไม่จดจำข้อมูลใดๆ แต่มนุษย์กำลังปรับตัวเพื่อจำแหล่งที่จะเข้าไปหาข้อมูลได้แม่นยำขึ้น ซึ่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง โดยการศึกษาพบด้วยว่ารูปแบบการจำของมนุษย์ถูกปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่
การทดลองของ Sparrow พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งเลือกไม่จำข้อมูลหากรู้ว่าสามารถจะใช้เสิร์ชเอนจิ้น ค้นหาข้อมูลได้อีกครั้งในอนาคต และเมื่อสุ่มถามกลุ่มตัวอย่างถึงสีธงชาติ คนส่วนใหญ่เลือกที่จะหาวิธีเสิร์ชแทบจะในทันที แทนที่จะนึกจากความจำจากสิ่งที่ได้อ่านมา ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างสามารถจำชื่อโฟลเดอร์หรือกล่องเก็บไฟล์ได้ดีอย่างน่าแปลกใจ เป็นที่มาของข้อสรุปว่า สมองมนุษย์ในยุคดิจิตอลนั้นจดจำแหล่งที่เก็บข้อมูลได้ดีขึ้น
นักจิตวิทยาอเมริกันรายนี้เชื่อว่าการศึกษาเรื่องความจำของมนุษย์ในยุค ดิจิตอลยังต้องดำเนินไปอีกหลายปี เนื่องจากเชื่อว่า ความจำของมนุษย์นั้นจะเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีการสื่อสารตลอดเวลา
***กูเกิลกำไรพุ่ง
ยังไม่มีรายงานความเห็นจากกูเกิลต่อผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยล่าสุด กูเกิลได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมาว่ามีกำไรสุทธิมูลค่า 2,510 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นมาจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนที่ทำได้ 1,840 ล้านเหรียญ ถือเป็นการยอกย้ำวัฒนธรรมการค้นหาข้อมูลออนไลน์ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นแบบไม่ มีหยุด
แม้กำไรและรายได้จะเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายของกูเกิลในไตรมาสที่ผ่านมานั้นมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างเห็นได้ ชัด โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มจำนวนพนักงานอีก 2,452 คน ซึ่งขยายตัวตามธุรกิจของกูเกิลที่ครอบคลุมตลาดอื่นนอกเหนือจากการเสิร์ช
ปัจจุบัน รายได้ในธุรกิจค้นหาข้อมูลและโฆษณาคิดเป็นสัดส่วน 66% ของรายได้รวมทั้งหมดของกูเกิล โดยคิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อนหน้านี้ สำหรับบริการอื่นๆ กูเกิลระบุว่าบริการเครือข่ายสังคม Google+ มีผู้ใช้งานเกิน 10 ล้านบัญชี เว็บเบราว์เซอร์ Chrome มีผู้ใช้งานมากกว่า 160 ล้านคน ระบบปฏิบัติการ Android ในอุปกรณ์พกพาถูกเปิดใช้งานเพิ่มขึ้น 550,000 ครั้งต่อวัน ทำให้ขณะนี้มีอุปกรณ์ Android ที่เปิดใช้งานแล้วกว่า 135 ล้านเครื่อง ซึ่งล้วนส่งเสริมให้การค้นหาข้อมูลออนไลน์ทำได้บ่อยและง่ายขึ้นขณะเดินทาง
ข่าวจาก Manager
ล่าสุด กูเกิลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น 36% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนอยู่ที่ 6,920 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่า 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี
***ไม่ได้แปลว่าสมองว่าง
การสำรวจผลกระทบของการใช้เสิร์ชเอนจิ้นต่อมนุษย์นี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิทยา ศาสตร์ Science บนหัวข้อ The Google Effect โดย Betsy Sparrow นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ย้ำว่าผลกระทบจากการใช้เสิร์ชเอนจิ้นตลอดเวลาของชาวออนไลน์นั้นไม่ได้ทำให้ มนุษย์กลายเป็นคนสมองว่างเปล่าที่ไม่จดจำข้อมูลใดๆ แต่มนุษย์กำลังปรับตัวเพื่อจำแหล่งที่จะเข้าไปหาข้อมูลได้แม่นยำขึ้น ซึ่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง โดยการศึกษาพบด้วยว่ารูปแบบการจำของมนุษย์ถูกปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่
การทดลองของ Sparrow พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งเลือกไม่จำข้อมูลหากรู้ว่าสามารถจะใช้เสิร์ชเอนจิ้น ค้นหาข้อมูลได้อีกครั้งในอนาคต และเมื่อสุ่มถามกลุ่มตัวอย่างถึงสีธงชาติ คนส่วนใหญ่เลือกที่จะหาวิธีเสิร์ชแทบจะในทันที แทนที่จะนึกจากความจำจากสิ่งที่ได้อ่านมา ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างสามารถจำชื่อโฟลเดอร์หรือกล่องเก็บไฟล์ได้ดีอย่างน่าแปลกใจ เป็นที่มาของข้อสรุปว่า สมองมนุษย์ในยุคดิจิตอลนั้นจดจำแหล่งที่เก็บข้อมูลได้ดีขึ้น
นักจิตวิทยาอเมริกันรายนี้เชื่อว่าการศึกษาเรื่องความจำของมนุษย์ในยุค ดิจิตอลยังต้องดำเนินไปอีกหลายปี เนื่องจากเชื่อว่า ความจำของมนุษย์นั้นจะเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีการสื่อสารตลอดเวลา
***กูเกิลกำไรพุ่ง
ยังไม่มีรายงานความเห็นจากกูเกิลต่อผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยล่าสุด กูเกิลได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมาว่ามีกำไรสุทธิมูลค่า 2,510 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นมาจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนที่ทำได้ 1,840 ล้านเหรียญ ถือเป็นการยอกย้ำวัฒนธรรมการค้นหาข้อมูลออนไลน์ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นแบบไม่ มีหยุด
แม้กำไรและรายได้จะเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายของกูเกิลในไตรมาสที่ผ่านมานั้นมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างเห็นได้ ชัด โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มจำนวนพนักงานอีก 2,452 คน ซึ่งขยายตัวตามธุรกิจของกูเกิลที่ครอบคลุมตลาดอื่นนอกเหนือจากการเสิร์ช
ปัจจุบัน รายได้ในธุรกิจค้นหาข้อมูลและโฆษณาคิดเป็นสัดส่วน 66% ของรายได้รวมทั้งหมดของกูเกิล โดยคิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อนหน้านี้ สำหรับบริการอื่นๆ กูเกิลระบุว่าบริการเครือข่ายสังคม Google+ มีผู้ใช้งานเกิน 10 ล้านบัญชี เว็บเบราว์เซอร์ Chrome มีผู้ใช้งานมากกว่า 160 ล้านคน ระบบปฏิบัติการ Android ในอุปกรณ์พกพาถูกเปิดใช้งานเพิ่มขึ้น 550,000 ครั้งต่อวัน ทำให้ขณะนี้มีอุปกรณ์ Android ที่เปิดใช้งานแล้วกว่า 135 ล้านเครื่อง ซึ่งล้วนส่งเสริมให้การค้นหาข้อมูลออนไลน์ทำได้บ่อยและง่ายขึ้นขณะเดินทาง
ข่าวจาก Manager
วิจัยชี้ลูกค้ารอซื้อ"แท็บเล็ต" Amazon
ผลการสำรวจวิจัยตลาดของ Retrevo ระบุว่า ผู้บริโภคมากกว่าครึ่งหนึ่งมีความตั้งใจจะซื้อ "แท็บเล็ต" (tablet) ของแอมะซอน (Amazon) ซึ่งเป็น "แท็บเล็ต" สายพันธุ์แอนดรอยด์ (Android) ที่คาดว่าจะวางตลาดในช่วงเดือนตุลาคม ศกนี้ โดยทางบริษัทหมายมั่นให้เป็นคู่แข่งของไอแพด (iPad) จากแอปเปิ้ล (Apple)
คลิกเพิ่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม
ผู้บริโภคมีความสนใจ"แท็บเล็ต"ทางเลือกที่มีราคาถูกกว่า iPad ของ Apple และดูเหมื่อนจะสนใจเป็นพิเศษสำหรับ "แท็บเล็ต" จาก Amazon โดยผลสำรวจจากนักช้อปสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บนเว็บไซต์ระบุว่า 55% ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถาม 1,000 รายเลือก"แท็บเล็ต"ของ Amazon ซึ่งคาดว่า มันจะทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 3.0 Honeycomb โดยแท็บเล็ตของ Amazon ถูกเลือกนำโด่งจากแท็บเล็ตของผู้ผลิตรายอื่นๆ อย่างไรก็ตาม Retrevo เตือนว่า ข้อมูลที่ได้นี้มีโอกาสเพี้ืยนได้ เนื่องจากผู้บริโภคอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะ Amazon ที่มีสองฐานะคือ ผู้ผลิต Kindle กับค้าปลีกออนไลน์ เพราะนั่นหมายความว่า ผู้บริโภคบางรายอาจต้องการตอบว่า ซื้อ"แท็บเล็ต"ที่เว็บไซต์ Amazon ไม่ได้หมายถึงซื้อ "แท็บเล็ต" ของ Amazon
อย่างไรก็ดี ในจำนวนนี้ 38% ตอบว่า พวกเขาจะซื้อแท็บเล็ตของผู้ผลิตอย่าง Samsung หรือ Dell และ 31% อ้างว่า พวกเขาจะซื้อ Motorola หรือ HP Palm นอกจากนี้ประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือก BalckBerry PlayBook และ 21% เลือก Nook ของ B&N ในส่วนของ "แท็บเล็ต" ของ Amazon ตามรายงานข่าวที่มีกันออกมาก่อนหน้านี้ระบุว่า มันจะทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android และมีหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิัว ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงกับร้าน เพื่อดาวน์โหลดคอนเท็นต์ชนิดต่างๆ ได้มากมาย นอกเหนือจาก อีบุ๊ค ไม่ว่าจะเป็นบริการ Amazon MP music & Cloud Player และ Amazon Instant Video ความคาดหวังของผู้บริโภคที่มีต่อ"แท็บเล็ต"ของ Amazon ก็คือ ราคาต่ำกว่า 250 เหรียญฯ (ประมาณ 7,500 บาท) หรือครึ่งหนึ่งของ iPad 2 ซึ่งหากทำได้ ก็ต้องถือว่า Amazon เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ Apple
ข่าวจาก arip
คลิกเพิ่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม
ผู้บริโภคมีความสนใจ"แท็บเล็ต"ทางเลือกที่มีราคาถูกกว่า iPad ของ Apple และดูเหมื่อนจะสนใจเป็นพิเศษสำหรับ "แท็บเล็ต" จาก Amazon โดยผลสำรวจจากนักช้อปสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บนเว็บไซต์ระบุว่า 55% ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถาม 1,000 รายเลือก"แท็บเล็ต"ของ Amazon ซึ่งคาดว่า มันจะทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 3.0 Honeycomb โดยแท็บเล็ตของ Amazon ถูกเลือกนำโด่งจากแท็บเล็ตของผู้ผลิตรายอื่นๆ อย่างไรก็ตาม Retrevo เตือนว่า ข้อมูลที่ได้นี้มีโอกาสเพี้ืยนได้ เนื่องจากผู้บริโภคอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะ Amazon ที่มีสองฐานะคือ ผู้ผลิต Kindle กับค้าปลีกออนไลน์ เพราะนั่นหมายความว่า ผู้บริโภคบางรายอาจต้องการตอบว่า ซื้อ"แท็บเล็ต"ที่เว็บไซต์ Amazon ไม่ได้หมายถึงซื้อ "แท็บเล็ต" ของ Amazon
อย่างไรก็ดี ในจำนวนนี้ 38% ตอบว่า พวกเขาจะซื้อแท็บเล็ตของผู้ผลิตอย่าง Samsung หรือ Dell และ 31% อ้างว่า พวกเขาจะซื้อ Motorola หรือ HP Palm นอกจากนี้ประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือก BalckBerry PlayBook และ 21% เลือก Nook ของ B&N ในส่วนของ "แท็บเล็ต" ของ Amazon ตามรายงานข่าวที่มีกันออกมาก่อนหน้านี้ระบุว่า มันจะทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android และมีหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิัว ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงกับร้าน เพื่อดาวน์โหลดคอนเท็นต์ชนิดต่างๆ ได้มากมาย นอกเหนือจาก อีบุ๊ค ไม่ว่าจะเป็นบริการ Amazon MP music & Cloud Player และ Amazon Instant Video ความคาดหวังของผู้บริโภคที่มีต่อ"แท็บเล็ต"ของ Amazon ก็คือ ราคาต่ำกว่า 250 เหรียญฯ (ประมาณ 7,500 บาท) หรือครึ่งหนึ่งของ iPad 2 ซึ่งหากทำได้ ก็ต้องถือว่า Amazon เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ Apple
ข่าวจาก arip
แอปเปิล (Apple) ประกาศความสำเร็จ สามารถจำหน่ายแท็บเล็ต "ไอแพด (iPad)" ได้เกิน 9 ล้านเครื่องตลอดเดือนเม.ย.-มิ.ย.ที่ผ่านมา ยอดขายแซงหน้าคอมพิวเตอร์แมคอินทอชซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ดั้งเดิมของบริษัทเรียบร้อย ล่าสุดมีแผนเปิดร้านแอปเปิลสโตร์สำหรับขายปลีกสินค้าแอปเปิลเพิ่มอีก 30 สาขาภายในเดือนก.ย.นี้ คาดฮ่องกงจะเป็นพื้นที่อันดับต้นๆที่แอปเปิลจะรุกหนักอย่างจริงจังนับจากนี้
ปีเตอร์ โอเปนไฮเมอร์ (Peter Oppenheimer) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท แอปเปิล กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัท (เม.ย.-มิ.ย.) ว่าแอปเปิลมีนโยบายเพิ่มจำนวนร้านแอปเปิลสโตร์ซึ่งมีสาขากว่า 327 แห่งทั่วโลกในช่วงไตรมาสปัจจุบัน เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมให้มากกว่า 73.7 ล้านคนที่นับได้ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา
'รายได้จากร้านค้าปลีกแอปเปิลตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาคิดเป็น 3.5 พันล้านเหรียญ เมื่อหารกับจำนวนสาขา 327 แห่งจะพบว่าแต่ละสามารถสร้างยอดขายเฉลี่ยแห่งละ 10.8 ล้านเหรียญ แอปเปิลมีแผนเพิ่มสาขาอีก 30 แห่งภายในไตรมาส 4 (ไตรมาส 4 ปีการเงิน 2011 ของแอปเปิลจะสิ้นสุดในเดือนก.ย.) หลังจากแอปเปิลได้เปิดร้านเพิ่มไปแล้ว 4 สาขาช่วงไตรมาสที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถเปิดได้ครบ 40 สาขาภายในปีการเงิน 2011'
แผนขยายกิจการครั้งนี้ของแอปเปิลถูกเปิดเผยพร้อมผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ซึ่งแอปเปิลระบุว่าสามารถจำหน่ายไอโฟนได้ 20.34 ล้านเครื่อง ที่น่าสนใจคือยอดจำหน่ายแท็บเล็ตไอแพดนั้นมีจำนวน 9.25 ล้านเครื่อง สูงขึ้นจากเดือนม.ค.-มี.ค.ซึ่งแอปเปิลจำหน่ายไอแพดได้ 4.6 ล้านเครื่องถึง 2 เท่าตัว โดยแอปเปิลระบุว่ารายได้จากไอแพดและอุปกรณ์เสริมต่างๆนั้นมีมูลค่า 6 พันล้านเหรียญ คิดเป็นสัดส่วน 21% ของรายได้ทั้งหมดของแอปเปิล
ขณะที่เครื่องแมคอินทอชกลับไม่สามารถทำยอดขายหวือหวาเท่า โดยแอปเปิลระบุว่าคอมพิวเตอร์แมคอินทอชสามารถขายได้เพียง 3.95 ล้านเครื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 14% เท่านั้น
แท็บเล็ตนั้นเป็นสินค้าที่ถูกมองว่าเป็นตัวการทำให้ตลาดพีซีสั่นคลอน โดยยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลกนั้นไม่เติบโตเท่าที่ควรเพราะ กระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนเหล่านี้ การที่ไอแพดมียอดขายเหนือกว่าคอมพิวเตอร์แมคอินทอชจึงทำให้นักวิเคราะห์มอง ว่า แม้แต่ธุรกิจพีซีของแอปเปิลก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย จุดนี้ ทิม คุ้ก (Tim Cook) ประธานฝ่ายปฏิบัติการบริษัทแอปเปิลเชื่อว่าตลาดคอมพิวเตอร์พีซีซึ่งใช้ระบบ ปฏิบัติการวินโดวส์นั้นจะได้รับผลกระทบมากกว่า
'เรายอมรับว่าลูกค้าบางส่วนตัดสินใจซื้อไอแพดแทนแมคอินทอชในไตรมาสนี้ แต่เราเชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อไอแพดแทนที่จะซื้อพีซีระบบปฏิบัติการวิ นโดวส์'
ยอดจำหน่าย 9.25 ล้านเครื่องนั้นถือว่าสูงมากหากเทียบกับจำนวนการจัดส่งพีซีตลอดเดือน เม.ย.-มิ.ย.ซึ่งการ์ทเนอร์สำรวจพบว่ามีจำนวน 84 ล้านเครื่อง ซึ่งผู้ผลิตพีซีรายใหญ่ทั้ง 5 ของโลกอย่างเอชพี เดลล์ เลอโนโว เอเซอร์ และเอซุส รวมถึงโตชิบาและผู้ผลิตรายอื่นต่างต้องปรับตัวและหนีตายจากตลาดพีซีที่มี อัตราการเติบโตเพียง 2.3% เท่านั้นในไตรมาสนี้ ผิดจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนหน้าที่มีอัตราเติบโตสูงถึง 14%
สำหรับผลประกอบการไตรมาสล่าสุดแอปเปิลระบุว่าสามารถทำรายรับรวม 2.85 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (ราว 8.61 แสนล้านบาท) คิดเป็นอัตราเติบโต 82% ต่อปี ทำให้มีกำไรสุทธิสูงถึง 7.79 พันล้านเหรียญ (ประมาณ 2.35 แสนล้านบาท) สูงกว่าเดือนม.ค.-มี.ค. หรือไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งแอปเปิลสามารถทำยอดขายได้ 2.5 หมื่นล้านเหรียญ มูลค่ากำไร 6 พันล้านเหรียญ
ข่าวจาก Manager
ปีเตอร์ โอเปนไฮเมอร์ (Peter Oppenheimer) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท แอปเปิล กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัท (เม.ย.-มิ.ย.) ว่าแอปเปิลมีนโยบายเพิ่มจำนวนร้านแอปเปิลสโตร์ซึ่งมีสาขากว่า 327 แห่งทั่วโลกในช่วงไตรมาสปัจจุบัน เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมให้มากกว่า 73.7 ล้านคนที่นับได้ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา
'รายได้จากร้านค้าปลีกแอปเปิลตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาคิดเป็น 3.5 พันล้านเหรียญ เมื่อหารกับจำนวนสาขา 327 แห่งจะพบว่าแต่ละสามารถสร้างยอดขายเฉลี่ยแห่งละ 10.8 ล้านเหรียญ แอปเปิลมีแผนเพิ่มสาขาอีก 30 แห่งภายในไตรมาส 4 (ไตรมาส 4 ปีการเงิน 2011 ของแอปเปิลจะสิ้นสุดในเดือนก.ย.) หลังจากแอปเปิลได้เปิดร้านเพิ่มไปแล้ว 4 สาขาช่วงไตรมาสที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถเปิดได้ครบ 40 สาขาภายในปีการเงิน 2011'
แผนขยายกิจการครั้งนี้ของแอปเปิลถูกเปิดเผยพร้อมผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ซึ่งแอปเปิลระบุว่าสามารถจำหน่ายไอโฟนได้ 20.34 ล้านเครื่อง ที่น่าสนใจคือยอดจำหน่ายแท็บเล็ตไอแพดนั้นมีจำนวน 9.25 ล้านเครื่อง สูงขึ้นจากเดือนม.ค.-มี.ค.ซึ่งแอปเปิลจำหน่ายไอแพดได้ 4.6 ล้านเครื่องถึง 2 เท่าตัว โดยแอปเปิลระบุว่ารายได้จากไอแพดและอุปกรณ์เสริมต่างๆนั้นมีมูลค่า 6 พันล้านเหรียญ คิดเป็นสัดส่วน 21% ของรายได้ทั้งหมดของแอปเปิล
ขณะที่เครื่องแมคอินทอชกลับไม่สามารถทำยอดขายหวือหวาเท่า โดยแอปเปิลระบุว่าคอมพิวเตอร์แมคอินทอชสามารถขายได้เพียง 3.95 ล้านเครื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 14% เท่านั้น
แท็บเล็ตนั้นเป็นสินค้าที่ถูกมองว่าเป็นตัวการทำให้ตลาดพีซีสั่นคลอน โดยยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลกนั้นไม่เติบโตเท่าที่ควรเพราะ กระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนเหล่านี้ การที่ไอแพดมียอดขายเหนือกว่าคอมพิวเตอร์แมคอินทอชจึงทำให้นักวิเคราะห์มอง ว่า แม้แต่ธุรกิจพีซีของแอปเปิลก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย จุดนี้ ทิม คุ้ก (Tim Cook) ประธานฝ่ายปฏิบัติการบริษัทแอปเปิลเชื่อว่าตลาดคอมพิวเตอร์พีซีซึ่งใช้ระบบ ปฏิบัติการวินโดวส์นั้นจะได้รับผลกระทบมากกว่า
'เรายอมรับว่าลูกค้าบางส่วนตัดสินใจซื้อไอแพดแทนแมคอินทอชในไตรมาสนี้ แต่เราเชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อไอแพดแทนที่จะซื้อพีซีระบบปฏิบัติการวิ นโดวส์'
ยอดจำหน่าย 9.25 ล้านเครื่องนั้นถือว่าสูงมากหากเทียบกับจำนวนการจัดส่งพีซีตลอดเดือน เม.ย.-มิ.ย.ซึ่งการ์ทเนอร์สำรวจพบว่ามีจำนวน 84 ล้านเครื่อง ซึ่งผู้ผลิตพีซีรายใหญ่ทั้ง 5 ของโลกอย่างเอชพี เดลล์ เลอโนโว เอเซอร์ และเอซุส รวมถึงโตชิบาและผู้ผลิตรายอื่นต่างต้องปรับตัวและหนีตายจากตลาดพีซีที่มี อัตราการเติบโตเพียง 2.3% เท่านั้นในไตรมาสนี้ ผิดจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนหน้าที่มีอัตราเติบโตสูงถึง 14%
สำหรับผลประกอบการไตรมาสล่าสุดแอปเปิลระบุว่าสามารถทำรายรับรวม 2.85 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (ราว 8.61 แสนล้านบาท) คิดเป็นอัตราเติบโต 82% ต่อปี ทำให้มีกำไรสุทธิสูงถึง 7.79 พันล้านเหรียญ (ประมาณ 2.35 แสนล้านบาท) สูงกว่าเดือนม.ค.-มี.ค. หรือไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งแอปเปิลสามารถทำยอดขายได้ 2.5 หมื่นล้านเหรียญ มูลค่ากำไร 6 พันล้านเหรียญ
ข่าวจาก Manager
iPod Touch เวอร์ชัน"สีขาว"กำลังจะมา
ในขณะที่ Apple เลิกผลิต MacBook สีขาว แล้วหันมาออก MacBook Air แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า แก็ดเจ็ตสีขาวจะไม่เวิร์ก หรือดูไม่มีสไตล์ ความจริงตรงกันข้ามเลย เพราะขนาด iPhone และ iPad สีขาวยังแย่งกันน่าดู ดังนั้น iPod Touch จึงมีโอกาสอย่างมากทีเดียวที่มันจะมีรุ่นสีขาวออกมาเอาใจสาวกที่ต้องการความ แตกต่าง และรักในสีขาวโดยแท้
ประเด็นก็คือ ด้วยเงื่อนไขของเวลาที่ทำให้ดูเหมือนสิ่งที่เห็นในรูปน่าจะเป็นต้นแบบของ iPod Touch สีขาว หรือไม่ก็เป็นอุปกรณ์เสริมของผู้ผลิตในตลาด แต่เชื่อได้ว่า Apple มองเห็นคุณค่าของการใช้สีขาวกับผลิตภัณฑ์ของตนอย่างแน่นอน เนื่องจากกระแสของผู้บริโภคที่อดทนรอ iPhone สีขาววางตลาดได้นานถึง 10 เดือน ในขณะที่ iPad สีขาวก็ได้รับความนิยมจากผู้ใช้มากทีเดียว
ส่วนประเด็นของ iPod Touch รุ่นที่ 5 จะมีคุณสมบัติอะไรบ้าง? นอกเหนือจากภาพข่าวเคสสีขาวแล้ว ประการแรกเลยก็คือ มันจะได้รับการอัพเกรดโพรเซสเซอร์จาก A4 เป็นดูอัลคอร์ A5 ที่ใช้ใน iPad 2 และอาจจะมีสตอเรจเพิ่มขึ้น ซึ่งมีรายงานข่าวออกมาว่า อาจจะถึง 128GB (ปัจจุบันสูงสุดที่ 64GB) เช่นเดียวกับการมีกล้องที่สามารถถ่ายรูปได้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น แม้รุ่นที่กำลังวางตลาดอยู่ในขณะที่จะถ่ายคลิป HD ได้ แต่ภาพนิ่งยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แหล่งข่าวเชื่อว่า Apple น่าจะประกาศ iPod Touch รุ่นที่ 5 และอาจจะมี iPhone รุ่นใหม่ด้วยในช่วงเดือนกันยายน ศกนี้ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป
ข่าวจาก arip
บริการแปลง"อีเมล์"เป็น"จดหมาย"ลายมือ

มาติดตามรายงานข่าวสนุกๆ กันบ้างดีกว่า เชื่อว่า ถึงวันนี้คงจะหาคนที่ยังคงเขียน "จดหมาย" (Snail Mail) ด้วยลายมือ แล้วส่งหากันได้ยากเต็มที นับตั้งแต่ "อีเมล์" (e-mail) อุบัติขึ้นบนโลกใบนี้ ด้วยคุณสมบัติการส่งที่ด่วนทันใจ รายงานผลการส่งได้ทันที แนบเอกสารได้ทั้งในรูปแบบข้อความไปจนถึงมัลติมีเดีย ทำให้ปัจจุบัน เราไม่ค่อยได้เห็นใครยังอยากใช้ "จดหมาย" ในรูปแบบของกระดาษที่เขียนลายมือ ใส่ซอง เลียแสตมป์ เพื่อติดบนซอง แล้วส่งเข้าตู้ไปรษณีย์ พูดง่ายๆ ก็คือ อีเมล์ กลายเป็น killer app ของ "จดหมาย" นั่นเอง
แต่ล่าสุด ศิลปินทีใช้ชื่อว่า Ivan Cash กำลังพยายามทำให้การสื่อสารของโลกวันนี้กลับตาลปัด หรือซับซ้อนขึ้นอีกขั้นหนึ่ง โดยพยายามปลุกรูปแบบการสื่อสารในอดีตกลับมาอีกครั้งด้วยโครงการที่เรียกว่า Snail Mail My Email ด้วยบริการนี้ Ivan Cash ทีมงาน และอาสาสมัคร จะทำการแปลง "อีเมล์" ของคุณที่ส่งเข้ามายังทีมงานให้กลายเป็น "จดหมาย" ที่เขียนด้วยลายมือ เพื่อส่งไปให้ผู้รับปลายทางอีกทีหนึ่ง (ข้อกำหนด อีเมล์ที่ต้องการให้แปลงเป็นลายมือ ต้องมีความยาวไม่เกิน 100 ตัวอักษร หนึ่งฉบับต่อคน)
นอกจากจะแปลง "อีเมล์" ของคุณเป็น "จดหมาย" ที่เขียนด้วยลายมือแล้ว คุณยังสามารถเพิ่มตัวการ์ตูน ฉีดน้ำหอม (ตามที่คุณขอ) หรือแม้แต่ประทับรอยจูบ ได้อีกด้วย ที่สำคัญ โปรเจกต์นี้ให้บริการกับผู้สนใจฟรี!!! อีกต่างหาก (แต่ก็บริจาคเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้กับทางเว็บไซต์สักหน่อยก็ดีเหมือนกันนะครับ) เอาเป็นว่า หากคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ต้องการส่ง "จดหมาย" ที่ใช้ลายมือเขียน ซึ่งดูดีกว่าลายมือตัวเองทีตอนนี้เสียหายไปแล้ว เพราะนิ้วอยู่กับคีย์บอร์ดมากเกินไป แนะนำให้ลองใช้บริการที่ Snail Mail My Email เพื่อนที่อยุ่ในต่างประเทศของคุณต้องแปลกใจอย่างแน่นอน รีบหน่อยนะครับ เพราะให้บริการแค่เดือนเดียวเท่านั้น 555
ประเด็นก็คือ ด้วยเงื่อนไขของเวลาที่ทำให้ดูเหมือนสิ่งที่เห็นในรูปน่าจะเป็นต้นแบบของ iPod Touch สีขาว หรือไม่ก็เป็นอุปกรณ์เสริมของผู้ผลิตในตลาด แต่เชื่อได้ว่า Apple มองเห็นคุณค่าของการใช้สีขาวกับผลิตภัณฑ์ของตนอย่างแน่นอน เนื่องจากกระแสของผู้บริโภคที่อดทนรอ iPhone สีขาววางตลาดได้นานถึง 10 เดือน ในขณะที่ iPad สีขาวก็ได้รับความนิยมจากผู้ใช้มากทีเดียว
ส่วนประเด็นของ iPod Touch รุ่นที่ 5 จะมีคุณสมบัติอะไรบ้าง? นอกเหนือจากภาพข่าวเคสสีขาวแล้ว ประการแรกเลยก็คือ มันจะได้รับการอัพเกรดโพรเซสเซอร์จาก A4 เป็นดูอัลคอร์ A5 ที่ใช้ใน iPad 2 และอาจจะมีสตอเรจเพิ่มขึ้น ซึ่งมีรายงานข่าวออกมาว่า อาจจะถึง 128GB (ปัจจุบันสูงสุดที่ 64GB) เช่นเดียวกับการมีกล้องที่สามารถถ่ายรูปได้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น แม้รุ่นที่กำลังวางตลาดอยู่ในขณะที่จะถ่ายคลิป HD ได้ แต่ภาพนิ่งยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แหล่งข่าวเชื่อว่า Apple น่าจะประกาศ iPod Touch รุ่นที่ 5 และอาจจะมี iPhone รุ่นใหม่ด้วยในช่วงเดือนกันยายน ศกนี้ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป
ข่าวจาก arip
บริการแปลง"อีเมล์"เป็น"จดหมาย"ลายมือ
มาติดตามรายงานข่าวสนุกๆ กันบ้างดีกว่า เชื่อว่า ถึงวันนี้คงจะหาคนที่ยังคงเขียน "จดหมาย" (Snail Mail) ด้วยลายมือ แล้วส่งหากันได้ยากเต็มที นับตั้งแต่ "อีเมล์" (e-mail) อุบัติขึ้นบนโลกใบนี้ ด้วยคุณสมบัติการส่งที่ด่วนทันใจ รายงานผลการส่งได้ทันที แนบเอกสารได้ทั้งในรูปแบบข้อความไปจนถึงมัลติมีเดีย ทำให้ปัจจุบัน เราไม่ค่อยได้เห็นใครยังอยากใช้ "จดหมาย" ในรูปแบบของกระดาษที่เขียนลายมือ ใส่ซอง เลียแสตมป์ เพื่อติดบนซอง แล้วส่งเข้าตู้ไปรษณีย์ พูดง่ายๆ ก็คือ อีเมล์ กลายเป็น killer app ของ "จดหมาย" นั่นเอง
แต่ล่าสุด ศิลปินทีใช้ชื่อว่า Ivan Cash กำลังพยายามทำให้การสื่อสารของโลกวันนี้กลับตาลปัด หรือซับซ้อนขึ้นอีกขั้นหนึ่ง โดยพยายามปลุกรูปแบบการสื่อสารในอดีตกลับมาอีกครั้งด้วยโครงการที่เรียกว่า Snail Mail My Email ด้วยบริการนี้ Ivan Cash ทีมงาน และอาสาสมัคร จะทำการแปลง "อีเมล์" ของคุณที่ส่งเข้ามายังทีมงานให้กลายเป็น "จดหมาย" ที่เขียนด้วยลายมือ เพื่อส่งไปให้ผู้รับปลายทางอีกทีหนึ่ง (ข้อกำหนด อีเมล์ที่ต้องการให้แปลงเป็นลายมือ ต้องมีความยาวไม่เกิน 100 ตัวอักษร หนึ่งฉบับต่อคน)
นอกจากจะแปลง "อีเมล์" ของคุณเป็น "จดหมาย" ที่เขียนด้วยลายมือแล้ว คุณยังสามารถเพิ่มตัวการ์ตูน ฉีดน้ำหอม (ตามที่คุณขอ) หรือแม้แต่ประทับรอยจูบ ได้อีกด้วย ที่สำคัญ โปรเจกต์นี้ให้บริการกับผู้สนใจฟรี!!! อีกต่างหาก (แต่ก็บริจาคเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้กับทางเว็บไซต์สักหน่อยก็ดีเหมือนกันนะครับ) เอาเป็นว่า หากคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ต้องการส่ง "จดหมาย" ที่ใช้ลายมือเขียน ซึ่งดูดีกว่าลายมือตัวเองทีตอนนี้เสียหายไปแล้ว เพราะนิ้วอยู่กับคีย์บอร์ดมากเกินไป แนะนำให้ลองใช้บริการที่ Snail Mail My Email เพื่อนที่อยุ่ในต่างประเทศของคุณต้องแปลกใจอย่างแน่นอน รีบหน่อยนะครับ เพราะให้บริการแค่เดือนเดียวเท่านั้น 555
Android กินตลาด"สมาร์ทโฟน"เกือบครึ่ง
รายงานข่าวล่าสุด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Canalys บริษัทวิจัยตลาดเปิดเผยว่า ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกเกือบ 50% ใช้แพลตฟอร์ม Android ของ Google โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกจะนิยมใช้สมาร์ทโฟน Android มากเป็นพิเศษ
คลิกเพิ่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม
Android เป็นซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการอุปกรณ์โมบายที่ Google ซื้อมาตั้งแต่ปี 2005 และเปิดตัวบนสมาร์ทโฟนในปี 2008 โดยปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนจากผู้ผลิตรายใหญ่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Samsung, HTC, LG และ Motorola ซึ่ง Canalys เปิดเผยว่า มันเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นอันดับหนึ่งในตลาดมากถึง 35 ประเทศในจำนวน 56 ประเทศที่ทำการสำรวจ ข้อสรุปในภาพรวมพบว่า สมาร์ทโฟนที่ใช้แพลตฟอร์ม Android ทั่วโลกมีประมาณ 48% หากเมื่อเทียบกับแอปเปิ้ลที่ขาย iPhone ไปแล้ว 20.3 ล้านเครื่อง มีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกเป็นอันดับสองทิ้งห่างจาก Android ค่อนข้างมากทีเดียวแค่ 19% เท่านั้น แต่ก็สามารถเขี่ยโนเกียตกลงมาอยู่อันดับสามได้ โดย Canals ยังเปิดเผยอีกว่า Samsung ทำยอดขายสมาร์ทโฟนได้ดีกว่า Nokia เช่นเดียวกัน
ปัจจุบัน Samsung จำหน่ายสมาร์ทโฟน Androidไปแล้ว 17 ล้านเครื่อง และมีอัตราการเติบโตเทียบปีต่อปีสูงถึง 421% อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Android กลับกลายเป็นหนามทิ่มแทง Google และเหล่าบรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ด้วยเหมือนกัน เนื่องจากระบบปฏิบัติการ Android ถูกฟ้องโดย Oracle ในขณะที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทีใช้โอเอสนี้ยังถูกฟ้องโดย Apple และ Microsoft อีกด้วย ซึ่งแม้ Microsoft จะมีส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนน้อยมากๆ แต่ก็ได้เงินจากบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Android อย่าง HTC ไปเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว อย่างไรก็ตาม คงต้องดูกันต่อไปว่า การฟ้องร้องดังกล่าวสุดท้ายจะได้ข้อสรุปอย่างไร
ข่าวจาก arip
คลิกเพิ่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม
Android เป็นซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการอุปกรณ์โมบายที่ Google ซื้อมาตั้งแต่ปี 2005 และเปิดตัวบนสมาร์ทโฟนในปี 2008 โดยปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนจากผู้ผลิตรายใหญ่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Samsung, HTC, LG และ Motorola ซึ่ง Canalys เปิดเผยว่า มันเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นอันดับหนึ่งในตลาดมากถึง 35 ประเทศในจำนวน 56 ประเทศที่ทำการสำรวจ ข้อสรุปในภาพรวมพบว่า สมาร์ทโฟนที่ใช้แพลตฟอร์ม Android ทั่วโลกมีประมาณ 48% หากเมื่อเทียบกับแอปเปิ้ลที่ขาย iPhone ไปแล้ว 20.3 ล้านเครื่อง มีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกเป็นอันดับสองทิ้งห่างจาก Android ค่อนข้างมากทีเดียวแค่ 19% เท่านั้น แต่ก็สามารถเขี่ยโนเกียตกลงมาอยู่อันดับสามได้ โดย Canals ยังเปิดเผยอีกว่า Samsung ทำยอดขายสมาร์ทโฟนได้ดีกว่า Nokia เช่นเดียวกัน
ปัจจุบัน Samsung จำหน่ายสมาร์ทโฟน Androidไปแล้ว 17 ล้านเครื่อง และมีอัตราการเติบโตเทียบปีต่อปีสูงถึง 421% อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Android กลับกลายเป็นหนามทิ่มแทง Google และเหล่าบรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ด้วยเหมือนกัน เนื่องจากระบบปฏิบัติการ Android ถูกฟ้องโดย Oracle ในขณะที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทีใช้โอเอสนี้ยังถูกฟ้องโดย Apple และ Microsoft อีกด้วย ซึ่งแม้ Microsoft จะมีส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนน้อยมากๆ แต่ก็ได้เงินจากบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Android อย่าง HTC ไปเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว อย่างไรก็ตาม คงต้องดูกันต่อไปว่า การฟ้องร้องดังกล่าวสุดท้ายจะได้ข้อสรุปอย่างไร
ข่าวจาก arip
ทำไม iPhone 4 สีขาวเครื่องนี้"หนา"จัง?
คุณผู้อ่านอาจจะแปลกใจกับ iPhone 4 รุ่นสีขาวที่อยู่ในรูปนี้ว่า ทำไมมันช่างดู "หนา" ซะขนาดนั้น โดยความหนาของมันจะประมาณ 3 - 4 เท่าของ iPhone 4 ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน หรือว่ามันคือ iPhone 4 "ปลอม" จากจีนอีกรุ่น ว่าแต่อย่าเดากันให้เสียเวลาเลย ไปค้นหาความจริงเกี่ยวกับมันกันต่อดีกว่าครับ
สำหรับ iPhone 4 สีขาวที่ดูหนาสุดๆ นี้ ความจริงมันคือ เครื่องปรับอากาศ (air cooler) ขนาดเล็ก แก็ดเจ็ต (Gadget) ยูเอสบีที่คอยให้ความเย็นกับคุณเวลาใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือจะถอดออกไปใช้งานแยกต่างหากได้ (มีแบตเตอรี่อยู่ภายใน) โดยความลับในการทำงานของ iPhone 4 Air Cooler ก็คือ ช่องใส่ฟองน้ำที่สามารถอุ้มความชื่นไว้ เมื่อไบพัดมอเตอร์ (7000 รอบต่อนาที) ที่อยู่ภายในเครื่องเริ่มทำงานมันก็จะเป่าไอเย็นออกมาให้คุณได้รู้สึกเย็น สบาย
iPhone 4 Air Cooler เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท M.I.C. Gadget สนนราคาอยู่ที่ 68 หยวน หรือประมาณ 300 บาท เอ่อ...นอกจากจะขอบปลอม (iPhone) ได้เหมือนแล้ว ครางนี้มีการ(ดัด)แปลงให้ทำงานแบบอื่นอีกด้วยนะเนี่ย สนใจรายละเอียดเเพิ่มเติม คลิกเข้าไปที่ M.I.C. Gadget ได้เลยครับ
ข่าวจาก arip
สำหรับ iPhone 4 สีขาวที่ดูหนาสุดๆ นี้ ความจริงมันคือ เครื่องปรับอากาศ (air cooler) ขนาดเล็ก แก็ดเจ็ต (Gadget) ยูเอสบีที่คอยให้ความเย็นกับคุณเวลาใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือจะถอดออกไปใช้งานแยกต่างหากได้ (มีแบตเตอรี่อยู่ภายใน) โดยความลับในการทำงานของ iPhone 4 Air Cooler ก็คือ ช่องใส่ฟองน้ำที่สามารถอุ้มความชื่นไว้ เมื่อไบพัดมอเตอร์ (7000 รอบต่อนาที) ที่อยู่ภายในเครื่องเริ่มทำงานมันก็จะเป่าไอเย็นออกมาให้คุณได้รู้สึกเย็น สบาย
iPhone 4 Air Cooler เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท M.I.C. Gadget สนนราคาอยู่ที่ 68 หยวน หรือประมาณ 300 บาท เอ่อ...นอกจากจะขอบปลอม (iPhone) ได้เหมือนแล้ว ครางนี้มีการ(ดัด)แปลงให้ทำงานแบบอื่นอีกด้วยนะเนี่ย สนใจรายละเอียดเเพิ่มเติม คลิกเข้าไปที่ M.I.C. Gadget ได้เลยครับ
ข่าวจาก arip
แอปเปิลเปิดทดสอบ "iCloud" เต็มรูปแบบ
แอปเปิลส่งสัญญาณให้บริการคลาวด์คอมพิวติงส่วนบุคคลนาม iCloud ต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดให้นักพัฒนาบางส่วนทดสอบสำรองข้อมูล ภาพ เมล ปฏิทินงาน รวมถึงรายการสมุดโทรศัพท์อัตโนมัติผ่านอินเทอร์เน็ต พร้อมกับประกาศราคาเริ่มต้นใช้ฟรี 5GB เหมือนบริการ Amazon Cloud Drive ของอเมซอน แต่ราคาระดับความจุ 10GB, 20GB และ 50GB ยังแพงกว่าเล็กน้อย
แอปเปิลนั้นเปิดบริการ iCloud ผ่านเว็บไซต์ iCloud.com โดยรายงานระบุว่า ผู้ใช้สามารถเลือกดูรายการทั้ง Mail, Calendar, Contacts และอื่นๆได้ตามที่สำรองข้อมูลไว้ โดยผู้ใช้จะสามารถเปิดเอกสาร iWork ซึ่งถูกเก็บไว้บนระบบคลาวด์ของแอปเปิล แถมยังมีแอปพลิเคชันอย่าง Find my iPhone พ่วงมาให้ด้วย
ทั้งหมดนี้ แอปเปิลจะให้บริการฟรีแก่ผู้ใช้ iCloud ที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูล 5GB หากต้องการพื้นที่ 10GB จะต้องชำระค่าบริการ 20 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 600 บาท)
หากต้องการเพิ่มเป็น 20GB จะต้องชำระ 40 เหรียญต่อปี และ 50GB ต้องเสียค่าบริการ 100 เหรียญต่อปี คาดว่าแอปเปิลจะเพิ่มปริมาณพื้นที่มากขึ้นอีกในอนาคต โดยการซื้อบริการคลาวด์เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มกับแอปเปิลนั้น สามารถทำได้ผ่าน iOS 5 ระบบปฏิบัติการไอโฟนรุ่นใหม่ที่คาดว่าแอปเปิลมีแผนจะเปิดให้บริการช่วงเดือน กันยายนนี้
หากเทียบกับบริการ Amazon Cloud Drive ซึ่งให้พื้นที่ 5GB ฟรีเท่ากัน แต่หากเพิ่มพื้นที่เป็น 20GB ผู้ใช้จะเสียค่าบริการเพียง 20 เหรียญเท่านั้น ขณะที่ 50GB จะถูกคิดค่าบริการ 50 เหรียญ เฉลี่ยเท่ากับ 1 เหรียญต่อ 1GB ผิดกับแอปเปิลที่ต้องเสีย 2 เหรียญเพื่อให้ได้พื้นทีเพิ่มขึ้น 1GB
ปัจจุบัน Amazon Cloud Drive เปิดให้ผู้ใช้เพิ่มพื้นที่สูงสุด 1000GB ถือว่าสูงกว่า iCloud อย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม คาดว่าค่าบริการ iCloud ที่สูงกว่าคู่แข่งนั้นจะไม่มีผลต่อแอปเปิลเนื่องจากพื้นที่ 5GB นั้นถูกมองว่าเหมาะสมแล้วสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลหนังสือ แอปพลิเคชัน เพลง รวมถึงภาพถ่ายทั้งวิดีโอและภาพนิ่งได้ตลอดเวลา ไร้ปัญหาเมื่อมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์เดิมที่ใช้อยู่
ข่าวจาก Manager
แอปเปิลนั้นเปิดบริการ iCloud ผ่านเว็บไซต์ iCloud.com โดยรายงานระบุว่า ผู้ใช้สามารถเลือกดูรายการทั้ง Mail, Calendar, Contacts และอื่นๆได้ตามที่สำรองข้อมูลไว้ โดยผู้ใช้จะสามารถเปิดเอกสาร iWork ซึ่งถูกเก็บไว้บนระบบคลาวด์ของแอปเปิล แถมยังมีแอปพลิเคชันอย่าง Find my iPhone พ่วงมาให้ด้วย
ทั้งหมดนี้ แอปเปิลจะให้บริการฟรีแก่ผู้ใช้ iCloud ที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูล 5GB หากต้องการพื้นที่ 10GB จะต้องชำระค่าบริการ 20 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 600 บาท)
หากต้องการเพิ่มเป็น 20GB จะต้องชำระ 40 เหรียญต่อปี และ 50GB ต้องเสียค่าบริการ 100 เหรียญต่อปี คาดว่าแอปเปิลจะเพิ่มปริมาณพื้นที่มากขึ้นอีกในอนาคต โดยการซื้อบริการคลาวด์เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มกับแอปเปิลนั้น สามารถทำได้ผ่าน iOS 5 ระบบปฏิบัติการไอโฟนรุ่นใหม่ที่คาดว่าแอปเปิลมีแผนจะเปิดให้บริการช่วงเดือน กันยายนนี้
หากเทียบกับบริการ Amazon Cloud Drive ซึ่งให้พื้นที่ 5GB ฟรีเท่ากัน แต่หากเพิ่มพื้นที่เป็น 20GB ผู้ใช้จะเสียค่าบริการเพียง 20 เหรียญเท่านั้น ขณะที่ 50GB จะถูกคิดค่าบริการ 50 เหรียญ เฉลี่ยเท่ากับ 1 เหรียญต่อ 1GB ผิดกับแอปเปิลที่ต้องเสีย 2 เหรียญเพื่อให้ได้พื้นทีเพิ่มขึ้น 1GB
ปัจจุบัน Amazon Cloud Drive เปิดให้ผู้ใช้เพิ่มพื้นที่สูงสุด 1000GB ถือว่าสูงกว่า iCloud อย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม คาดว่าค่าบริการ iCloud ที่สูงกว่าคู่แข่งนั้นจะไม่มีผลต่อแอปเปิลเนื่องจากพื้นที่ 5GB นั้นถูกมองว่าเหมาะสมแล้วสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลหนังสือ แอปพลิเคชัน เพลง รวมถึงภาพถ่ายทั้งวิดีโอและภาพนิ่งได้ตลอดเวลา ไร้ปัญหาเมื่อมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์เดิมที่ใช้อยู่
ข่าวจาก Manager
Chrome 13 เพิ่มฟีเจอร์ Instant Page
Google ได้ออก Chrome 13 บราวเซอร์ที่กำลังมาแรงจนอาจจะแซงโค้ง Firefox ภายในปีหน้านี้ก็เป็นได้ โดยในบราวเซอร์เวอร์ชันล่าสุด ทางบริษัทได้เพิ่มฟังก์ชันใหม่ที่เรียกว่า Instant Pages เข้าไปด้วย ซึ่งฟีเจอร์นี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปิดหน้าเว็บอันดับแรกสุดจากผลลัพธ์ เสิร์ชของ Google ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก
คลิกเพิ่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม
ทางกองบรรณาธิการเว็บไซต์ arip ได้เคยแนะนำข่าวคราวเกี่ยวกับ Instant Pages ไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยการทำงานของฟีเจอร์นี้ก็คือ มันจะมีการพรีโหลดหน้าเว็บที่ปรากฎในรายการเป็นอันดับแรกของหน้าผลลัพธ์การ ค้นโดย Google ซึ่งทำให้เมื่อผู้ใช้คลิกลิงค์แรกสุดในหน้าผลลัพธ์กับค้น หน้าเว็บจะถูกโหลดขึ้นมาแสดงผลได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ลิงค์ผลลัพธ์ในอันดับอื่นๆ จะไม่ได้ถูกพรีโหลดล่วงหน้าโดย Instant Page (คลิกลิงค์ปุ๊บหน้าเว็บเปิดขึ้นมาปั๊บ)
ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บจากผลลัพธ์การค้นเป็นนวตกรรมล่าสุดที่ต่อยอดมาจาก Google Instant ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการเดาคำที่ผู้ใช้พยายามจะพิมพ์เข้าไปในช่องเสิร์ชพร้อม แสดงผลลัพธ์ที่ได้จาก Google โดยทาง Google ได้แนะนำฟีเจอร์นี้ตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว สำหรับ Instant Page ทาง Google อ้างว่า มันจะช่วยให้การโหลดหน้าเว็บเร็วขึ้นกว่าเดิม 2 - 5 วินาทีเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีทั้งสองนี้ จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการค้นหาได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก
นอกจากการเพิ่มคุณสมบัติ Instant Page เข้าไปใน Chrome 13 แล้ว Google ยังได้เพิ่มความสามารถในการพรีวิวหน้าเว็บที่ต้องการพิมพ์เข้าไปสำหรับ เวอร์ชันบนแพลตฟอร์ม Windows และ Linux ส่วน Mac ยังไม่สนับสนุนเวอร์ชันนี้ สำหรับ Omnibox จะเป็นการรวมช่องป้อน URL และ Search box เข้าไว้ด้วยกันที่เดียว ไม่ได้แยกเหมือนแต่ก่อนแล้ว ส่วนอื่นๆ ก็จะมีเรื่องประสิทธิภาพความเร็วของการทำงานโดยรวมที่ดีขึ้น และแข็งแรงขึ้น
คลิกเพิ่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม
ทางกองบรรณาธิการเว็บไซต์ arip ได้เคยแนะนำข่าวคราวเกี่ยวกับ Instant Pages ไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยการทำงานของฟีเจอร์นี้ก็คือ มันจะมีการพรีโหลดหน้าเว็บที่ปรากฎในรายการเป็นอันดับแรกของหน้าผลลัพธ์การ ค้นโดย Google ซึ่งทำให้เมื่อผู้ใช้คลิกลิงค์แรกสุดในหน้าผลลัพธ์กับค้น หน้าเว็บจะถูกโหลดขึ้นมาแสดงผลได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ลิงค์ผลลัพธ์ในอันดับอื่นๆ จะไม่ได้ถูกพรีโหลดล่วงหน้าโดย Instant Page (คลิกลิงค์ปุ๊บหน้าเว็บเปิดขึ้นมาปั๊บ)
ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บจากผลลัพธ์การค้นเป็นนวตกรรมล่าสุดที่ต่อยอดมาจาก Google Instant ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการเดาคำที่ผู้ใช้พยายามจะพิมพ์เข้าไปในช่องเสิร์ชพร้อม แสดงผลลัพธ์ที่ได้จาก Google โดยทาง Google ได้แนะนำฟีเจอร์นี้ตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว สำหรับ Instant Page ทาง Google อ้างว่า มันจะช่วยให้การโหลดหน้าเว็บเร็วขึ้นกว่าเดิม 2 - 5 วินาทีเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีทั้งสองนี้ จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการค้นหาได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก
นอกจากการเพิ่มคุณสมบัติ Instant Page เข้าไปใน Chrome 13 แล้ว Google ยังได้เพิ่มความสามารถในการพรีวิวหน้าเว็บที่ต้องการพิมพ์เข้าไปสำหรับ เวอร์ชันบนแพลตฟอร์ม Windows และ Linux ส่วน Mac ยังไม่สนับสนุนเวอร์ชันนี้ สำหรับ Omnibox จะเป็นการรวมช่องป้อน URL และ Search box เข้าไว้ด้วยกันที่เดียว ไม่ได้แยกเหมือนแต่ก่อนแล้ว ส่วนอื่นๆ ก็จะมีเรื่องประสิทธิภาพความเร็วของการทำงานโดยรวมที่ดีขึ้น และแข็งแรงขึ้น
Facebook เล็งผลิต "หนังสือดิจิตอล"?
รายงานข่าวล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เฟซบุ๊ค (Facebook) ประกาศการเข้าซื้อ Push Pop Press สำนักพิมพ์ดิจิตอลที่รับผลิตหนังสือบน iPad โดยผลงานที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนทั่วโลกของสำนักพิมพ์ก็คือ หนังสือดิจิตอลที่ชื่อ Our Choice ที่เขียนโดย Al Gore คำถามที่หลายคนสงสัยกับการตัดสินใจครั้งนี้ก็คือ เฟซบุ๊คกำลังจะเข้าสู่สมรภูมิอีบุ๊ค หรือหนังสือดิจิตอลด้วยอีกราย หรือเปล่า?
คลิกเพิ่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม
คำเฉลยที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือ เฟซบุ๊คมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีของ Push Pop Press เข้าไปในโลกสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการแชร์คอนเท็นต์ของผู้คนในนั้น และไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าไปสู่ธุรกิจหนังสือดิจิตอลแต่อย่างใด "เราขอยืนยันว่า การเข้าซื้อ Push Pop Press บริษัทซอฟต์แวร์ที่เพิ่งเริ่มดำเนินกิจการนี้ก็เพื่อที่จะเปลี่ยนวิธีที่ผู้ คนเผยแพร่ และบริโภคคอนเท็นต์ดิจิตอล" เฟซบุ๊คกล่าว ข้อมูลที่ทำให้บริษัทนี้น่าสนใจก็คือ Mike Matas ผู้ร่วมก่อตั้ง Push Pop Press เป็นอดีตพนักงานของ Apple โดยเขาเป็นผู้ออกแบบยูสเซอร์อินเตอร์เฟซ อาร์ตเวิร์กของ iPhone,iPad และ OS X บน Macintosh
สำหรับผลงานชิ้นแรกของ Push Pop Press คือ หนังสือดิจิตอลที่โต้ตอบได้ชื่อว่า Our Choice ผลงานของ Al Gore ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของสาเหตุ และคำตอบที่เป็นไปในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก "เราได้สร้างวิธีเผยแพร่ และสำรวจข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ ตลอดจนกราฟิกที่โต้ตอบได้ โดยร่วมมือกับ Melcher Media และ Al Gore ในการสร้างมันเป็นหนังสือรุปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน" ข้อความอธิบายผลงานที่ปรากฎบนเว็บไซต์ pushpoppress.com "ขณะนี้ เรากำลังใช้เทคโนโลยีในการเผยแพร่คอนเท็นต์ และทุกสิ่งที่เราได้เรียนรู้มา เพื่อช่วยในการออกแบบหนังสือเล่มใหญ่ที่สุดในโลก นั่นก็คือ เฟซบุ๊ค" ข้อความที่โพสต์โดย Matas หลังจากนี้ Push Pop Press จะหยุดการผลิตหนังสือดิจิตอล และทุ่มกำลังความสามารถในการออกแบบ และพัฒนาเทคโนโลยีการเผยแพร่ และบริโภค รวมถึงการแชร์คอนเท็นต์ให้กับ Facebook ซึ่งคงต้องดูว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้จะทำให้ผู้คนเลิกสนใจ Google+ ได้ หรือไม่?
ข่าวจาก arip & http://www.tlcthai.com/hitech/news.php
คลิกเพิ่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม
คำเฉลยที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือ เฟซบุ๊คมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีของ Push Pop Press เข้าไปในโลกสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการแชร์คอนเท็นต์ของผู้คนในนั้น และไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าไปสู่ธุรกิจหนังสือดิจิตอลแต่อย่างใด "เราขอยืนยันว่า การเข้าซื้อ Push Pop Press บริษัทซอฟต์แวร์ที่เพิ่งเริ่มดำเนินกิจการนี้ก็เพื่อที่จะเปลี่ยนวิธีที่ผู้ คนเผยแพร่ และบริโภคคอนเท็นต์ดิจิตอล" เฟซบุ๊คกล่าว ข้อมูลที่ทำให้บริษัทนี้น่าสนใจก็คือ Mike Matas ผู้ร่วมก่อตั้ง Push Pop Press เป็นอดีตพนักงานของ Apple โดยเขาเป็นผู้ออกแบบยูสเซอร์อินเตอร์เฟซ อาร์ตเวิร์กของ iPhone,iPad และ OS X บน Macintosh
สำหรับผลงานชิ้นแรกของ Push Pop Press คือ หนังสือดิจิตอลที่โต้ตอบได้ชื่อว่า Our Choice ผลงานของ Al Gore ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของสาเหตุ และคำตอบที่เป็นไปในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก "เราได้สร้างวิธีเผยแพร่ และสำรวจข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ ตลอดจนกราฟิกที่โต้ตอบได้ โดยร่วมมือกับ Melcher Media และ Al Gore ในการสร้างมันเป็นหนังสือรุปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน" ข้อความอธิบายผลงานที่ปรากฎบนเว็บไซต์ pushpoppress.com "ขณะนี้ เรากำลังใช้เทคโนโลยีในการเผยแพร่คอนเท็นต์ และทุกสิ่งที่เราได้เรียนรู้มา เพื่อช่วยในการออกแบบหนังสือเล่มใหญ่ที่สุดในโลก นั่นก็คือ เฟซบุ๊ค" ข้อความที่โพสต์โดย Matas หลังจากนี้ Push Pop Press จะหยุดการผลิตหนังสือดิจิตอล และทุ่มกำลังความสามารถในการออกแบบ และพัฒนาเทคโนโลยีการเผยแพร่ และบริโภค รวมถึงการแชร์คอนเท็นต์ให้กับ Facebook ซึ่งคงต้องดูว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้จะทำให้ผู้คนเลิกสนใจ Google+ ได้ หรือไม่?
ข่าวจาก arip & http://www.tlcthai.com/hitech/news.php
New UpDate
หลังจากที่แอปเปิลเปิดตัวแรง ส่ง Macbook Air ใหม่ล่าสุด ที่ใช้โพรเซสเซอร์ Intelย� Core Generation 2 พร้อม OS X Lion บาง เบา ทรงพลัง พร้อมนำเทรนด์โน๊ตบุคแห่งโลกอนาคต ยืนยันขายในไทย 6 ส.ค.นี้...
ปี 2011 ถือเป็นปีที่ Apple เปิดตัวสินค้าใหม่ๆ อย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น iPad 2, New Macbook Pro และ New iMac ที่ล้วนแต่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้บริโภคทั่วโลก จนนิตยสาร FORTUNE ยกย่องให้ Apple เป็นบริษัทที่น่าชื่นชมที่สุดในโลก (Worldโ��s Most Admired Company)
ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา Apple ได้เปิดตัว New Macbook Air รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีการอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างโพรเซสเซอร์ตัวใหม่ล่าสุด Intel Core i5 และ i7 ที่รวมเทคโนโลยีด้านภาพและกราฟิค 3 มิติเข้าไว้ด้วยกัน, Thunderbolt พอร์ตเชื่อมต่อความเร็วสูงสำหรับการโอนถ่ายข้อมูลที่เร็วทันใจ, Flash storage เทคโนโลยีที่ให้ Macbook Air ตอบสนองได้ทันใจและประหยัดพลังงาน, ด้วย Instant On ทำให้เปิดเครื่องแล้วสามารถทำงานได้ทันที, คีย์บอร์ดแบบ Backlit ให้ทุกการพิมพ์ของคุณไม่มีสะดุดแม้อยู่ในที่แสงน้อย, หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูง พร้อมกล้อง FaceTime และระบบเสียงสเตอริโอเต็มรูปแบบ
ที่สำคัญ New Macbook Air ยังมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการที่ทันสมัยที่สุดในโลกอย่าง OSX Lion ที่มีการพัฒนาฟังก์ชั่นน่าทึ่งใหม่ๆ กว่า 250 ฟังก์ชัน อาทิ Multi-Touch gestures, Full screen apps, Mail app โฉมใหม่, Mac App Store และอื่นๆ อีกมากมายที่ช่วยตอกย้ำความเป็นที่สุดแห่งคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคที่คุณสามารถพก พาไปใช้งานได้ในทุกวัน
New Macbook Air พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 32,900 และ 39,900 บาทสำหรับ New Macbook Air รุ่นหน้าจอ 11 นิ้ว และ 42,900 และ 52,900 บาทสำหรับรุ่นหน้าจอ 13 นิ้ว New Macbook Air พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ iStudio, iBeat, U-Store, และ Apple Shop ที่ Power Buy, Power Mall, BananaIT และ IT City ทุกสาขา วันที่ 6 ส.ค.เป็นต้นไป ทั้งนี้ข้อมูลเพิ่มเติมดูที่เว็บไซต์ www.apple.com/macbookair
ปี 2011 ถือเป็นปีที่ Apple เปิดตัวสินค้าใหม่ๆ อย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น iPad 2, New Macbook Pro และ New iMac ที่ล้วนแต่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้บริโภคทั่วโลก จนนิตยสาร FORTUNE ยกย่องให้ Apple เป็นบริษัทที่น่าชื่นชมที่สุดในโลก (Worldโ��s Most Admired Company)
ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา Apple ได้เปิดตัว New Macbook Air รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีการอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างโพรเซสเซอร์ตัวใหม่ล่าสุด Intel Core i5 และ i7 ที่รวมเทคโนโลยีด้านภาพและกราฟิค 3 มิติเข้าไว้ด้วยกัน, Thunderbolt พอร์ตเชื่อมต่อความเร็วสูงสำหรับการโอนถ่ายข้อมูลที่เร็วทันใจ, Flash storage เทคโนโลยีที่ให้ Macbook Air ตอบสนองได้ทันใจและประหยัดพลังงาน, ด้วย Instant On ทำให้เปิดเครื่องแล้วสามารถทำงานได้ทันที, คีย์บอร์ดแบบ Backlit ให้ทุกการพิมพ์ของคุณไม่มีสะดุดแม้อยู่ในที่แสงน้อย, หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูง พร้อมกล้อง FaceTime และระบบเสียงสเตอริโอเต็มรูปแบบ
ที่สำคัญ New Macbook Air ยังมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการที่ทันสมัยที่สุดในโลกอย่าง OSX Lion ที่มีการพัฒนาฟังก์ชั่นน่าทึ่งใหม่ๆ กว่า 250 ฟังก์ชัน อาทิ Multi-Touch gestures, Full screen apps, Mail app โฉมใหม่, Mac App Store และอื่นๆ อีกมากมายที่ช่วยตอกย้ำความเป็นที่สุดแห่งคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคที่คุณสามารถพก พาไปใช้งานได้ในทุกวัน
New Macbook Air พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 32,900 และ 39,900 บาทสำหรับ New Macbook Air รุ่นหน้าจอ 11 นิ้ว และ 42,900 และ 52,900 บาทสำหรับรุ่นหน้าจอ 13 นิ้ว New Macbook Air พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ iStudio, iBeat, U-Store, และ Apple Shop ที่ Power Buy, Power Mall, BananaIT และ IT City ทุกสาขา วันที่ 6 ส.ค.เป็นต้นไป ทั้งนี้ข้อมูลเพิ่มเติมดูที่เว็บไซต์ www.apple.com/macbookair
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/tech/191232
มีการเปลี่ยนแปลงโลโก้ของวินโดวส์ โฟน
หลังจากที่ประกาศตัวจับมือเป็นพันธมิตรกันระหว่างโนเกียและ ไมโครซอฟท์ ที่หลายฝ่ายกำลังรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ล่าสุดทั้งโนเกียและไมโครซอฟท์ได้เชิญสื่อมวลชนร่วมงานปาร์ตี้ คาดอาจมีการเปิดวินโดวส์ โฟนที่งานนี้
ก่อนหน้านี้ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดในนาม "Mango" และมีข่าวว่า ญี่ปุ่นนำร่อง ขายสมาร์ทโฟน “Mango” ตัวแรก ก.ย.นี้ ขณะเดียวกันโนเกียและไมโครซอฟท์ได้ส่งบัตรเชิญร่วมงานปาร์ตี้ที่ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่จะร่วมเป็นเจ้าภาพในวันที่ 17 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ที่เมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี
ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยหัวข้อปาร์ตี้ครั้งนี้ แต่คาดกันว่าไฮไลท์ของงานน่าจะเป็นการเปิดตัว 'วินโดวส์ โฟน' ที่ทางไมโครซอฟท์ได้ร่วมมือกับโนเกียสรรสร้างขึ้นมา สังเกตได้จากในบัตรเชิญมีโลโก้คู่กันระหว่างโนเกียและไมโครซอฟท์ (มีการเปลี่ยนแปลงโลโกของวินโดวส์ โฟนด้วย)
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ BGR.com ได้ตั้งข้อสังเกตว่าในงานปาร์ตี้ดังกล่าว เป็นงาน GameCom เป็นไปได้ว่า วินโดวส์ โฟน แบรนด์โนเกียอาจไม่ถูกเปิดตัวในงานนี้ก็เป็นได้ แถมในจดหมายเชิญได้พูดถึงความน่าตื่นเต้น ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะไม่ได้หมายถึงการเปิดตัววินโดวส์ โฟน รุ่นใหม่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)