ยินดีต้อนรับสู่ Blog ของเรา

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Blog ของเรา

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ร้าน"เลียนแบบ" Apple Store โผล่ในจีน

ร้าน"เลียนแบบ" Apple Store โผล่ในจีน



ไม่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ล (Apple) เท่านั้นที่ถูกเลียนแบบโดยบริษัทผู้ผลิตแก็ดเจ็ต (Gadget) ในจีน ล่าสุดมีรายงานข่าวพบการเลียนแบบครั้งใหญ่ที่สุด เพราะงานนี้จัดเต็มมาแบบเป็นหน้าร้าน Apple Store กันไปเลย ซึ่งภาพของหน้าร้านปลอมทั้ง 3 แห่งที่พบในคุนหมิงกำลังเป็นกระแแสว่อนไปทั่วเน็ต

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาบล็อกเกอร์ BirdAbroad รายงานว่า เธอพบหน้าร้านเลียนแบบ Apple Store ที่มีดีไซน์ และรูปแบบของคุณภาพการให้บริการต่างๆ ไม่แพ้ต้นฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ด้วยไม้ภายในร้าน โปสเตอร์ Apple บนกำแพง พนักงานดูแลในชุดเสื้อยืดสีฟ้า และป้ายชื่อแบบแขวนคอ แต่ยังดีที่ว่า สินค้าที่วางจำหน่ายในร้านเป็นผลิตภัณฑ์ Apple ของจริง



ตอนแรกบล็อกเกอร์สาวถกเถียงกับสามีของเธอที่ระบุว่า มันเป็นร้านปลอม แต่เธอว่าไม่ปลอม จนกระทั่งทั้งสองกลับมาถึงบ้าน และตรวจสอบข้อมูลผ่านออนไลน์ก็พบว่า Apple ไม่ได้เปิดร้านในคุนหมิง หลังจากนั้นสองสามวันต่อมา ขณะที่เธอกำลังเดินไปตามถนนก็ไปพบกับร้านเลียนแบบ Apple Store อีก 2 แห่ง บล็อกเกอร์สาวแจงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่พบเห็นในร้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากร้านจริง ไม่ว่าจะเป็นบันไดที่ไม่ค่อยแข็งแรง และป้ายขื่อที่ไม่ได้ติดชื่อจริง มีแต่คำว่า Staff ภาพวาดบนกำแพงที่ไม่ถูกต้อง และสัญลักษณ์ที่หน้าร้านก็เพี้ยนจากร้านจริง "Apple ไม่เคยเขียนคำว่า Apple Store ไว้บนป้ายไฟ มันจะมีแค่ไอคอนรูปแอปเปิ้ลเท่านั้น"



บล็อกเกอร์สาวไม่เปิดเผยชื่อที่แท้จริงกับทางร้าน และทางร้านก็ไม่ทราบด้วยว่า เธอและสามีเป็นพนักงานของ Apple ในสหรัฐฯ เพียงแค่บอกว่า เขาทั้งสองมาเที่ยว และหาซื้อของตามร้าน ซึ่งทางร้านก็ให้ความเป็นมิตร แถมยังอนุญาตให้ถ่ายรูปบางรูปอีกด้วย เธอยังบอกอีกว่า พนักงานของทางร้านเชื่อว่า พวกเขากำลังทำงานให้กับบริษัท Apple จริงๆ


ข่าวจาก arip 
Amazon ปูทางนักเรียนเช่าตำราบน Kindle


นักเรียนยุคดิจิตอลไม่ต้องเสียเงินซื้อตำราเรียนให้เปลืองสตางค์แล้ว เพราะวันนี้อเมซอน (Amazon) เปิดตัวบริการเช่าตำราเรียนหรือ textbook สำหรับทั้งผู้ที่มีและไม่มีเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ "คินเดิล (Kindle)" ให้นักเรียนนักศึกษาสามารถเช่าตำรามาอ่านชั่วคราวในเวลาต่ำสุด 30 วัน แถมสามารถขีดเขียนลงในตำราได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องกลัวเปื้อน ซึ่งนักเรียนสามารถ"เช่าใหม่อีกครั้ง"เพื่อย้อนกลับมาอ่านโน้ตที่เคยเขียน ไว้แม้จะหมดเวลาเช่าตำราไปแล้วก็ตาม

อเมซอนอธิบายว่าบันทึกที่นักเรียนเขียนไว้บนตำราเรียนซึ่งเช่ามาจากบริการ Kindle Textbook Rental จะถูกจัดเก็บแยกไว้บนบริการคลาวด์คอมพิวติงของอเมซอน โดยสามารถเชื่อมต่ออัตโนมัติหากมีการเช่าตำราเล่มเดิมซ้ำอีกครั้ง เช่นเดียวกับตำแหน่งที่นักเรียนเคยเน้นสีหรือไฮไลท์ไว้ ก็จะปรากฏในจุดเดิม ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของบริการ Kindle Textbook Rental

จุดนี้ยังไม่มีข้อมูลว่านักเรียนจะสามารถโน้ตหรือไฮไลท์ได้สูงสุดเท่าใด แต่ทั้งอเมซอนและสำนักพิมพ์ต่างยืนยันว่าบริษัทมีนโยบายสนับสนุนมุมมองของ นักเรียนว่าสนใจเนื้อหาส่วนใดของตำราอย่างเต็มที่ แม้จะหมดเวลาเช่าลงไปแล้วก็ตาม

ขณะนี้ สำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมบริการเช่าตำราเรียนกับอเมซอนนั้นได้แก่ John Wiley & Sons, Elsevier, Taylor & Francis และ Oxford University Press คาดว่าจะช่วยให้นักเรียนสามารถประหยัดค่าซื้อหนังสือเรียนได้มากกว่า 50% หากเลือกเช่าตำราเรียนในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (eBook) จากร้าน Kindle Store

ด้วยบริการ Kindle Textbook Rental นักเรียนจะสามารถเลือกเช่าเป็นระยะเวลาได้ตามต้องการ ต่ำสุดคือ 30 วันหรือจะเช่านานเป็นปี โดยสามารถขยายระยะเวลาการเช่าภายหลังได้ ขณะนี้มีรายการหนังสือเรียนให้เช่านับหมื่นเรื่อง ซึ่งนักศึกษาที่ไม่มีเครื่อง Kindle ก็สามารถอ่านจากคอมพิวเตอร์ทั้งพีซี, แมคอินทอช, ไอแพด, ไอพ็อดทัช, ไอโฟน, แบล็กเบอรี, โทรศัพท์มือถือวินโดวส์โฟน และแอนดรอยด์ ผ่านแอปพลิเคชัน Kindle

สนนราคาค่าเช่าตำราของ Kindle Textbook Rental นั้นจะต่ำกว่าราคาเล่มหนังสือจริงมากกว่า 50% เช่น ตำราวิชาบัญชีที่มีราคาจำหน่ายในสหรัฐฯ 109 เหรียญ นักศึกษาสามารถเช่ากับอเมซอนได้ในราคา 38 เหรียญ (ระยะเวลาเช่า 1 เดือน) ซึ่งแต่ละเล่มจะถูกกำหนดราคาต่างกันไปตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเช่าตำราเรียนอาจจะเป็นผลเสียต่อกระบวนการเรียนรู้ และจดจำของนักเรียน เนื่องจากของนักเรียนส่วนใหญ่มักจะเปิดหาเนื้อความจากความจำว่า เคยอ่านข้อความนี้จากส่วนใดของเล่ม (ช่วงหน้าแรก กลาง หรือท้ายเล่ม) หรือจากส่วนใดของหน้า ซึ่งการอ่านจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะทำให้นักเรียนไม่สามารถสัมผัสความ หนา-บางของเล่มได้ การเรียกดูเนื้อหาบนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จึงทำได้ยากกว่า

ยังไม่มีรายงานการเปิดให้เช่าตำราเรียนภาษาไทยในขณะนี้

ข่าวจาก Manager
ฮอตเมลวางมาตรการเข้มเรื่องการตั้งรหัสผ่าน


ฮอตเมล (Hotmail) ผู้ให้บริการด้านอีเมลชื่อดังของไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศมาตรการเข้มสำหรับการตั้งรหัสผ่าน หวังแก้ปัญหาเรื่องถูกโจรกรรมสำหรับผู้ใช้งานในระบบ

การโจรกรรมรหัสผ่านจากผู้ไม่ประสงค์ดีในโลกของอินเทอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่มองข้ามถึงความสำคัญในการตั้งรหัสผ่านที่ สามารถคาดเดาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรหัสผ่านที่ง่ายต่อการคาดเดา เช่น '123456', 'password' หรือ 'ilovedog' เป็นต้น

ล่าสุดไมโครซอฟท์ ผู้ให้บริการฮอตเมล ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ 2 ตัว เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยที่ฟีเจอร์แรกผู้ใช้สามารถส่งรายงานไปยังผู้ให้บริการว่ามีเพื่อนในบัญชี ถูกโจรกรรม โดยไปที่ Mark as แล้วเลือก 'My friend's been hacked!' เพื่อให้ฮอตเมลตรวจสอบบัญชีดังกล่าวว่ามีการถูกโจรกรรมหรือไม่ หากบัญชีดังกล่าวถูกโจรกรรมจริง ผู้ให้บริการจะทำการล็อกบัญชีทันที

และอีกฟีเจอร์หนึ่งคือ ฮอตเมลจะทำการ 'แบน' รหัสผ่านที่ง่ายต่อการคาดเดา ดังเช่นตัวอย่างข้างต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการถูกผู้ไม่ประสงค์ดีโจรกรรมรหัสผ่าน โดยผู้ใช้ที่ตั้งรหัสผ่านดังกล่าว เมื่อถูกบล็อกแล้วสามารถเข้าไปแจ้งความประสงค์ในการขอเปลี่ยนรหัสผ่านได้ ซึ่งจะต้องมีการตอบคำถามล่าสุดเกี่ยวกับการใช้งานเพื่อยืนยันความเป็นเจ้า ของอีเมลดังกล่าว

ข่าวจาก Manager 
 
วิจัยพบ"กูเกิล"เปลี่ยนวิถีการจำของสมอง


นักวิจัยอเมริกันพบ เครื่องมือค้นหาข้อมูลออนไลน์หรือเสิร์ชเอนจิ้นอย่างกูเกิลและค่ายอื่นๆ มีผลทำให้กระบวนการจำข้อมูลของสมองมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่ามนุษย์จำข้อมูลน้อยลงแต่จะจำแหล่งที่สามารถค้นหาได้แทน เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากูเกิลทำให้มนุษย์"ปัญญาทึบ"ลงหรือไม่ เนื่องจากมนุษย์ยังสามารถจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างสมบูรณ์

ล่าสุด กูเกิลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น 36% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนอยู่ที่ 6,920 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่า 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี

***ไม่ได้แปลว่าสมองว่าง

การสำรวจผลกระทบของการใช้เสิร์ชเอนจิ้นต่อมนุษย์นี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิทยา ศาสตร์ Science บนหัวข้อ The Google Effect โดย Betsy Sparrow นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ย้ำว่าผลกระทบจากการใช้เสิร์ชเอนจิ้นตลอดเวลาของชาวออนไลน์นั้นไม่ได้ทำให้ มนุษย์กลายเป็นคนสมองว่างเปล่าที่ไม่จดจำข้อมูลใดๆ แต่มนุษย์กำลังปรับตัวเพื่อจำแหล่งที่จะเข้าไปหาข้อมูลได้แม่นยำขึ้น ซึ่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง โดยการศึกษาพบด้วยว่ารูปแบบการจำของมนุษย์ถูกปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่

การทดลองของ Sparrow พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งเลือกไม่จำข้อมูลหากรู้ว่าสามารถจะใช้เสิร์ชเอนจิ้น ค้นหาข้อมูลได้อีกครั้งในอนาคต และเมื่อสุ่มถามกลุ่มตัวอย่างถึงสีธงชาติ คนส่วนใหญ่เลือกที่จะหาวิธีเสิร์ชแทบจะในทันที แทนที่จะนึกจากความจำจากสิ่งที่ได้อ่านมา ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างสามารถจำชื่อโฟลเดอร์หรือกล่องเก็บไฟล์ได้ดีอย่างน่าแปลกใจ เป็นที่มาของข้อสรุปว่า สมองมนุษย์ในยุคดิจิตอลนั้นจดจำแหล่งที่เก็บข้อมูลได้ดีขึ้น

นักจิตวิทยาอเมริกันรายนี้เชื่อว่าการศึกษาเรื่องความจำของมนุษย์ในยุค ดิจิตอลยังต้องดำเนินไปอีกหลายปี เนื่องจากเชื่อว่า ความจำของมนุษย์นั้นจะเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีการสื่อสารตลอดเวลา

***กูเกิลกำไรพุ่ง

ยังไม่มีรายงานความเห็นจากกูเกิลต่อผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยล่าสุด กูเกิลได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมาว่ามีกำไรสุทธิมูลค่า 2,510 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นมาจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนที่ทำได้ 1,840 ล้านเหรียญ ถือเป็นการยอกย้ำวัฒนธรรมการค้นหาข้อมูลออนไลน์ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นแบบไม่ มีหยุด

แม้กำไรและรายได้จะเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายของกูเกิลในไตรมาสที่ผ่านมานั้นมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างเห็นได้ ชัด โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มจำนวนพนักงานอีก 2,452 คน ซึ่งขยายตัวตามธุรกิจของกูเกิลที่ครอบคลุมตลาดอื่นนอกเหนือจากการเสิร์ช

ปัจจุบัน รายได้ในธุรกิจค้นหาข้อมูลและโฆษณาคิดเป็นสัดส่วน 66% ของรายได้รวมทั้งหมดของกูเกิล โดยคิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อนหน้านี้ สำหรับบริการอื่นๆ กูเกิลระบุว่าบริการเครือข่ายสังคม Google+ มีผู้ใช้งานเกิน 10 ล้านบัญชี เว็บเบราว์เซอร์ Chrome มีผู้ใช้งานมากกว่า 160 ล้านคน ระบบปฏิบัติการ Android ในอุปกรณ์พกพาถูกเปิดใช้งานเพิ่มขึ้น 550,000 ครั้งต่อวัน ทำให้ขณะนี้มีอุปกรณ์ Android ที่เปิดใช้งานแล้วกว่า 135 ล้านเครื่อง ซึ่งล้วนส่งเสริมให้การค้นหาข้อมูลออนไลน์ทำได้บ่อยและง่ายขึ้นขณะเดินทาง


ข่าวจาก Manager
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น