ยินดีต้อนรับสู่ Blog ของเรา

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Blog ของเรา

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เนคเทค ร่วมกับ ม.เกียวโต และสถาบันสารสนเทศญี่ปุ่นเปิด "ตลาดนัด" บริการสารสนเทศพร้อมกัน

เนคเทค ร่วมกับ ม.เกียวโต และสถาบันสารสนเทศญี่ปุ่นเปิด "ตลาดนัด" บริการสารสนเทศพร้อมกัน เชื่อมโยงเครือข่าย 2 ประเทศ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการกริดภาษาและบริการประจำ กทม. ให้บริการฐานข้อมูลทางภาษาที่หลากหลาย พร้อมให้นักพัฒนาประยุกต์ใช้สำหรับงานวิจัยหรืองานที่ไม่หวังผลกำไร หวังเป็นฐานแพลตฟอร์มบริการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอนาคต
      
       ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้จัดงานแถลงข่าว “ตลาดนัดบริการสารสนเทศ สำหรับนักไอทียุคใหม่ เปิดบริการ Language Grid และ Service Grid Bangkok Operation Center” ณ อาคารเนคเทค อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 14 ก.พ.54 โดย ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงศ์ ผอ.เนคเทค กล่าวว่า ทางเนคเทคนั้นได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโต และ สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศญี่ปุ่น (The Nation Intitue of information and Communications Technology of Japan : NICT) ร่วมเปิดบริการตลาดนัดบริการสารสนเทศพร้อมกันทั้ง 2 ประเทศ
      
       ผอ.เนคเทค กล่าวว่า ศูนย์กลางสำหรับบริการเทคโนโลยีสารสนเทศตามโครงการนี้มี 3 ศูนย์คือ 1. ศูนย์กริดภาษา (Language Grid Bangkok Operation Center) เครื่อข่ายด้านการประมวลผลทางภาษาธรรมชาติ 2. ศูนย์กริดบริการ (Service Grid Bangkok Operation Center) เป็นเทคโนโลยีด้านการบริการ และ3. ศูนย์กริดภาษาเกียวโต (Language Grid Kyoto Operation Center) ซึ่งเป็นความร่วมมือจากญี่ปุ่น
      
       ศูนย์เหล่านี้จะเป็นตัวกลางในการรวบรวมบริการต่างๆ ทั้งที่เป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยีและสาระดิจิทัลอื่นๆ โดยมีการเชื่อมโยงบริการระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายให้เกิดการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ใช้บริการเว็บเซอร์วิส และในอนาคตจะนำไปต่อยอดทั้งในเชิงสาธารณะประโยชน์และเชิงพาณิชย์
      
       สำหรับศูนย์ปฏิบัติการกริดภาษาประจำกรุงเทพฯ นั้น เนคเทคเป็นผู้ดูแลโดยเปิดสำหรับงานวิจัยหรืองานที่ไม่หวังผลกำไรเท่านั้น และจะครอบคลุมถึงการให้บริการทั่วไป รวมถึงการใช้งานภายในองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรด้วย เพื่อให้องค์กรเหล่านี้ได้ติดต่อสื่อสารหลายภาษา ภายในชุมชนหรือโรงเรียน และงานวิจัยของสถาบันการศึกษาในเรื่องการติดต่อสื่อสารหลายภาษา เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ
      
       ทางด้าน ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช นักวิจัยอาวุโสเนคเทค ที่ปรึกษาโครงการจัดตั้งและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับกริดภาษาและกริด บริการ อธิบายว่า กริดดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มสำหรับให้บริการ เพื่อแบ่งปันฐานข้อมูลภาษาและบริการ เกี่ยวกับฐานข้อมูลภาษาจากทั่วโลก โดยเชื่อมต่อระหว่างผู้สนับสนุนฐานข้อมูลกับผู้ใช้งานผ่านทางระบบเว็บ เซอร์วิส
      
       "กริดภาษานี้ มุ่งเน้นที่จะเชื่อมโยงบริการทางฐานข้อมูลภาษาอันหลากหลาย ที่เปิดให้บริการโดยองค์กรต่างๆ ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน และพัฒนาโครงสร้างของระบบ ที่จะสามารถใช้ร่วมกันได้จากหลายองค์กรที่มีฐานข้อมูลแตกต่างกัน" ดร.วิรัชอธิบาย โดยขณะนี้ได้พัฒนาไปหลายภาษาแล้ว อาทิ ฮินดี พม่า ญี่ปุ่น กัมพูชา ลาว เกาหลี อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย ฯลฯ ซึ่งมีปริมาณคำที่มาก สามารถเชื่อมโยง ตลอดจนให้ข้อมูลทางความหมายข้ามภาษา สืบค้นได้ง่าย"
      
       ทั้งนี้ ผู้ใช้สามารถเข้ามาใช้งานกริดภาษา เพื่อแบ่งปันฐานข้อมูลสำหรับการใช้งาน หรือนำไปพัฒนาระบบต่างๆ ตามความต้องการ รวมถึงการประยุกต์ฐานข้อมูลพจนานุกรมจากคู่ภาษาหนึ่งกับภาษาอื่นๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกภาษาให้กับการแปล และความถูกต้องที่มากขึ้น
      
       ผอ.เนคเทค อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบดังกล่าวเป็นแนวทางการออกแบบ และพัฒนาแพลตฟอร์มให้เป็นเสมือน “ตลาดกลาง” (Marketplace) ที่รวบรวมข้อมูลและสาระดิจิทัล รวมทั้งเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเอาไว้ด้วยกัน มาแปลงและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มให้บริการ (Platform as a Service) ที่มีมาตรฐานการจัดการข้อมูล และมาตรฐานการประยุกต์ใช้บนโครงสร้างสารสนเทศที่เป็นระบบได้อีกด้วย
      
       โครงการนี้ เปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานการศึกษา รวมทั้งประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าถึงและนำข้อมูลต่างๆ เพื่อมาสร้างประโยชน์เพื่อการเรียนรู้ ค้นคว้าวิจัย และพัฒนาธุรกิจผ่านเว็บเซอร์วิส เฉพาะกลุ่มวิจัยหรือองค์กรที่สนใจสามารถเข้าชมรายละเอียดและสมัครเป็นสมาชิก ได้ที่ http://servicegrid-bangkok.org
      
       อย่างไรก็ดี ศูนย์บริการสารสนเทศทั้ง 3 อยู่ภายใต้โครงการ "ดิจิไทซ์ ไทยแลนด์" (Digitized Thailand) โดยมี แนวคิดหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี สำหรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสร้างและบริการระบบคลังข้อมูลดิจิทัลแห่งชาติสำหรับนวัตกรรมและต่อยอด ผลงานในอุตสาหกรรมสารสนเทศ.

จาก : Manger Online

อินเทลลุย"คลาวด์คอมพิวติ้งกลุ่มเอ็นเตอร์ไพร์ส"เต็มรูปแบบ ดึงกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์กำหนดแผนคลาวด์บิวเดอร์เพื่อให้มีกลยุทธ์และแผนการ ผลิตระบบคลาวด์ร่วมกัน
      
       อัลลิซัน เคลน ผู้อำนวยการด้านการตลาดกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์อินเทล กล่าวว่า จากเดิมปี 2010 อินเทลได้เผยวิสัยทัศน์คลาวด์ 2015 และกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ (Open Data Center Alliance) จำนวน 70 รายไปนั้น ล่าสุดอินเทลได้รับการตอบรับจากกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นเป็น จำนวน 280 ราย หรือนับเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้น 4 เท่าจากปี 2010 บนองค์ประกอบร่วมกันระหว่างอินเทลและกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ในการสร้าง กลยุทธ์และแบบแผนการผลิตระบบคลาวด์ด้วย 3 หลักการคือ 1. IT & Service Providers (เป็นผู้กำหนดสเปก) 2. Products & Technologies (ผลิตและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม) และ 3. Intel Cloud Builders (สร้างส่วนควบคุม)
      
       ด้วยจำนวนกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ่น และเทรนด์การใช้งานดีไวซ์ที่สามารถเชื่อมต่อระบบคลาวด์ ส่งผลให้อินเทลคาดว่าในปี 2015 ดีไวซ์อาจมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นถึง 1.5 หมื่นล้านเครื่อง ในขณะที่ผู้ใช้ดีไวซ์เกิดใหม่จะอยู่ในหลัก 1 พันล้านเครื่อง ซึ่งอินเทลก็มีความพร้อมรองรับในเรื่องของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในส่วนของ คลาวด์บิวเดอร์ พร้อมพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต รวมถึงกลไกลและกลยุทธ์ที่พันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ร่วมร่างกับอินเทลเพื่อหา มาตรฐานที่เป็นหนึ่งเดียวจะสามารถขับเคลื่อนระบบคลาวด์คอมพิวติงให้เกิดขึ้น ในอีก 4-5 ปีข้างหน้านี้
      
       "เมื่อองค์กรขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงระบบคลาวด์คอมพิวติงอย่าง เต็มรูปแบบ จะช่วยประหยัดงบประมาณถึง 17 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 510 ล้านบาท) ในเรื่องการวางระบบที่ใช้เงินทุนสูง อีกทั้งยังช่วยลดเวลาในการเรียนรู้ของบุคคลากรในองค์กรจากเวลาเป็นเดือนให้ เหลือเป็นชั่วโมงและนาทีในอนาคต รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลก็สามารถเข้าถึงได้จากทุกคนตามลำดับความสำคัญ"
      
       ในส่วน บิลลี่ ค็อก ผู้อำนวยการกลุ่มฝ่ายวางแผนคลาวด์ ซอฟต์แวร์และบริการอินเทล กล่าวเสริมว่า เนื่องจากอินเทลคือผู้ผลิตชิปประมวลผลรายใหญ่และมีหน่วยประมวลผลด้านเอ็น เตอร์ไพร์สอย่าง Intel Xeon 5600 เป็นข้อได้เปรียบ พร้อมทั้งการร่วมมือระหว่างกลุ่มพันธมิตรดาต้าเซ็นเตอร์ส่วน Solution Providers เช่น CITRIX Cisco EMC Dell หรือ VMWare ในการร่างโครงสร้างพื้นฐานเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยและการเข้าถึงส่วนข้อ มูลบนคลาวด์คอมพิวติ้ง โดยใช้หลักการ 4 ส่วนในการเพิ่มประสิทธิภาพให้คลาวด์คอมพิวติ้งของอินเทลคือ 1.เรื่องความปลอดภัย (Trusted Execution Technology) 2.เรื่องประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล 3.เรื่องการจัดสรรพลังงานให้มีความเป็น Ecosystem และ 4.เรื่องการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่ง ทำให้อินเทลจะสามารถปรับสมดุลในเรื่องเทคโนโลยีความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ สูงกับเรื่องการเข้าถึงที่ง่ายและองค์กรสามารถเรียนรู้การใช้งานได้รวดเร็ว ขึ้น
      
       ปัจจุบันอินเทลดาต้าเซ็นเตอร์มีเซิร์ฟเวอร์ที่สามารถรองรับระบบคลาวด์คอมพิวติงประมาณ 1 แสนเซิร์ฟเวอร์ และใช้พลังงานต่อตารางฟุตอยู่ที่ 500-1,500 วัตต์ พร้อมมีระบบ Disaster Recovery (DR) ในการช่วยสำรองข้อมูลไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ประเทศอื่นๆ เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจนดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับความเสียหาย
      
       Company Related Link :
       Intel 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น