ช่วงนี้ ไปไหนมาไหนมักจะได้ยินเรื่อง 3G ว่าดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ เห็นโฆษณา 3G บนจอโทรทัศน์จากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ(โอเปอเรเตอร์) บางรายที่บอกว่าเมืองไทยวันนี้มี 3G แล้ว ต่างประดังเข้ามาจนสะท้านใจอยากจะใช้ 3G ขึ้นมาทันใด และคิดว่าใช้บริการจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายไหนก็ได้ใช้ 3G เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วไม่เหมือนกัน 100% ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลื่นความถี่ พื้นที่ให้บริการ เครื่องมือถือรองรับ วันนี้จึงมาดูเรื่องลึกๆ ของ 3G กัน
3G ย่อมาจากคำว่า Third Generation Mobile Network เป็นเทคโนโลยียุคถัดมาของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน โดยเป็นเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้การใช้งานข้อมูลหรือดาต้าบนมือ ถือมีความเร็วที่สูงขึ้น ทางเทคนิคแล้ว 3G สามารถให้ความเร็วสูงสุดได้ถึง 42 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ขณะที่เทคโนโลยีปัจจุบันหรือจะเรียกว่า 2G หรือ 2.75G ก็ตาม มีความเร็วสูงสุดที่ 236.8 กิโลบิตต่อวินาที (Kbps)
*****3G ต่างกันที่ความถี่
ในวันนี้ ประเทศไทยมีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือภายใต้เทคโนโลยี 3G กันบ้างแล้ว ทั้งในรูปของเชิงพาณิชย์และใช้งานฟรี บน 3 ช่วงคลื่นความถี่ เริ่มจากคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม ที่ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เป็นผู้ครอบครองสิทธิ และได้มีการแบ่งให้โอเปอเรเตอร์ที่อยู่ภายใต้สัมปทานเบอร์ 2 และ 3 ในตลาดอย่างบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทคกับบริษัท ทรู มูฟ ให้นำมาทดลองให้บริการแบบไม่เก็บเงิน
อย่างไรก็ตามดีแทคได้ออกมาแจ้งว่าพร้อมที่จะเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์ได้ราวกลางเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ตามข้อมูลที่ระบุว่า ในเบื้องต้นจะเปิดให้บริการพื้นที่ในกรุงเทพฯ ก่อนแล้ว มีแผนที่จะติดตั้งสถานีฐาน 3G ให้ได้ทั้งสิ้น 1,220 สถานีฐานเมื่อถึงสิ้นปี ขณะที่ทรูมูฟยังไม่มีท่าทีที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์สำหรับลูกค้าทรูมูฟ ยังคงเป็นลักษณะของรูปทดลองให้บริการอยู่
ขณะที่บริษัท เรียลมูฟ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนขายส่งขายต่อ (wholesale-resale) เชิงพาณิชย์เพื่อให้บริการ 3G บนเทคโนโลยี HSPA จาก กสทภายใต้แบรนด์ 'ทรูมูฟ เอช' ที่วันนี้ได้มีการออกแพกเกจค่าบริการออกมาแล้ว ยังไม่รวมการทำตลาดภายใต้แบรนด์ 'มาย' ของ กสทและมีแพกเกจค่าบริการออกมาแล้วเช่นกัน แต่ไม่ได้ระบุพื้นที่การให้บริการว่ามีพื้นที่ครอบคลุมแค่ไหน มีเพียงแต่ข้อมูลว่า จะติดตั้งสถานีฐาน 3G เพิ่มอีก 3,000 สถานีฐานภายในปีนี้
ด้วยข้อเสนอค่าบริการเครือข่าย 3G ของค่าย กสท ถือว่า เปิดตัวได้น่าสนใจ โดยมีโปรโมชัน “NetLite” ที่ ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ที่เป็นแอร์การ์ด แท็บเล็ต โดยมีค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 590 บาท ใช้งานได้ไม่อั้น สามารถส่งเอสเอ็มเอสได้ 100 ข้อความต่อเดือน ส่วนผู้ใช้ที่เป็นสมาร์ทโฟนทั้งหลาย กสท ก็มีโปรโมชัน “NetSmart” มีให้เลือก 2 โปรโมชัน โปรโมชันแรก ค่าบริการรายเดือน 690 บาท โทร.ฟรีได้ทุกเครือข่าย 200 นาทีต่อเดือน ใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่อั้น ส่งเอสเอ็มเอสได้ 200 ข้อความต่อเดือน ส่วนโปรโมชันที่สอง มีค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 790 บาท โทร.ฟรีทุกเครือข่ายถึง 500 นาทีต่อเดือน ส่งเอสเอ็มเอสได้ 300 ข้อความต่อเดือน และแน่นอนว่า เล่นอินเทอร์เน็ตได้ไม่อั้นเช่นกัน
ขณะที่โปรโมชันของ ทรูมูฟ เอช ที่เพิ่งออกมาก่อนหน้าโปรโมชัน มายของกสท ไม่นานมีให้เลือก 2 โปรโมชันเช่นกัน ประกอบไปด้วย “สมาร์ท 649” ได้ทั้งค่าโทร.และค่าอินเทอร์เน็ตโทร.ได้ 250 นาที ใช้เล่นอินเทอร์เน็ตได้ 1.5 GB เล่นไวไฟของทรู ได้ไม่จำกัด ส่วน "ดาต้า 649" เป็น โปรโมชันสำหรับเล่นอินเทอร์เน็ตเป็นหลักโดยไม่มีค่าโทร.ให้แต่เปลี่ยนปริมาณ การเล่นอินเทอร์เน็ตที่ 3 GB ใช้ไวไฟไม่อั้นเช่นกัน โดยทั้งสองโปรโมชันการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทั้ง GPRS / EDGE และ 3G รวมกันไม่มีการแยกว่า ใช้บนเครือข่าย 3G เท่าไร EDGE เท่าไร ซึ่งเป็นการยากในการใช้งานว่า ตอนนี้ใช้งานในส่วนไหนไปเท่าไร
ส่วนแบรนด์พี่ใหญ่อย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ได้รับสิทธิให้บริการเชิงพาณิชย์จากบริษัท ทีโอที เจ้าของสัมปทานบนคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz มา แล้วพอสมควร ล่าสุด เอไอเอสได้เปิดให้บริการแล้ววันนี้ในพื้นที่กรุงเทพตอนในและอีก 7 จังหวัดประกอบด้วยกรุงเทพ เชียงใหม่ ชลบุรี หาดใหญ่-สงขลา ภูเก็ต ชะอำ-หัวหิน-ปราณบุรี และนครราชสีมา รองรับความเร็วสูงสุด 21.6 เมกะบิตต่อวินาที เมื่อรวมกับไวไฟที่ร่วมมือกับทาง 3บีบีก่อนหน้านี้กว่า 30,000 จุด และมีแผนที่จะเพิ่มเป็น 50,000 จุดภายในสิ้นปีนี้ ขณะในส่วนของเทคโนโลยีเอดจ์ ทางเอไอเอสก็ได้มีการอัปเกรทดเป็นเอดจ์พลัส ทำให้สามารถส่งข้อมูลเร็วขึ้น 2 เท่าของเอดจ์เดิม โดยผู้สนใจสามารถสมัครแพกเกจ 3G–Wifi–EDGE+ เริ่มต้นเดือนละ 150 บาท
ส่วนผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่ช่วงใหญ่อย่างทีโอที ที่เปิดให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz ซึ่งถือเป็นย่านความถี่สากล ได้ให้บริการเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ผ่านรูปแบบการให้บริการที่เรียกว่า MVNO (Mobile virtual network operator) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ให้บริษัทเอกชนมาซื้อแอร์ไทม์บนโครงข่ายของทีโอทีไปขายต่อ ให้ผู้ให้บริโภค ก็มีแผนขยายการให้บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ หลังจบการประมูลเพื่อขยายโครงข่ายและสถานีฐานเพิ่มอีก 5,290 สถานีฐานให้ครอบคลุม 18 จังหวัดภายในสิ้นปีนี้และครอบคลุมทั่วประเทศภายในปีหน้า
****3G ไม่เหมือนที่อุปกรณ์
ใครที่คิดจะใช้ 3G ค่ายดีแทค-ทรูมูฟ อย่าลืมมองหาโทรศัพท์มือถือที่รองรับคลื่นความถี่ 850 MHz ส่วนเอไอเอส มองหาที่ 900 MHz ขณะที่ 2.1 GHz นั้นเป็นช่วงคลื่นความถี่มาตรฐานของ 3G ดังนั้นอุปกรณ์พกพาใดๆ ที่สามารถเชื่อมต่อ 3G ได้สามารถใช้งานที่คลื่น 2.1 GHz ได้
แน่นอนว่า ในการใช้งาน 3G ให้ได้ประสิทธิภาพนั้น นอกจากมีโอเปอเรเตอร์ที่พัฒนาให้เครือข่ายสามารถกระจายสัญญาณแล้ว อุปกรณ์รับสัญญาณอย่างสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต ก็ต้องมีภาครับสัญญาณที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อไร้สายความเร็วสูงด้วยเช่น กัน
โดยภาครับสัญญาณ 3G ที่วางจำหน่ายอยู่กับโทรศัพท์มือถือ และสมาร์ทโฟนในท้องตลาดนั้น มีทั้งแบบที่รองรับได้แบบเริ่มต้นที่ความเร็ว 384 Kbps ไปจนถึงความเร็วสูงสุดของสมาร์ทโฟนที่วางจำหน่ายในประเทศไทย HSPA+ อย่าง Samsung Galaxy S2 ที่สามาถรับสัญญาณได้ 21 Mbps
ถ้าแยกย่อยความเร็วในการใช้งานออกมาจะพบตั้งแต่ เครื่องที่โฆษณาว่ารองรับการใช้งาน 3G แต่วิ่งเร็วสุดแค่ 384 Kbps หรือถ้าเครื่องมีราคาสูงขึ้นอีกนิดก็จะพบว่าความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล อยู่ที่ 3.6 Mbps อัปโหลดที่ 384 Kbps ส่วนระดับกลางๆ ในปัจจุบัน และถือว่าเป็นช่วงมาตรฐานการใช้งานทั่วโลกจะมีความเร็วในการดาวน์โหลด 7.2 Mbps และอัปโหลด 2 Mbps ขณะที่เครื่องในรุ่นไฮเอนด์จะมีอัตราดาวน์โหลดสูงขึ้นไปเป็น 14.4 - 21 Mbps อัปโหลดที่ 5.76 Mbps
ดังนั้นในการเลือกซื้อโทรศัพท์ และแอร์การ์ด ผู้ซื้อควรใส่ใจในรายละเอียดของเทคโนโลยี 3G ให้เหมาะสมกับความต้องการใช้งาน ไม่ใช่สักแต่เลือกซื้อเพราะเห็นว่ารองรับ 3G แต่ไม่ได้ดูถึงความเร็วในการใช้งานที่ได้ และจะพาลไปโทษเหล่าโอเปอเรเตอร์ผู้ให้บริการว่า ทำไมเป็น 3G แล้วแต่ยังช้าเหมือนเดิม
นอกจากปัจจัยในเรื่องของเครือข่ายและอุปกรณ์เชื่อมต่อแล้ว ในกรณีที่ผู้ใช้งานต้องการใช้บริการ 3G จำเป็นต้องสมัครเข้าใช้งานในแพกเกจ 3G โดยเฉพาะด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้บริการ เอไอเอส ในกรณีที่ยังไม่สมัครใช้บริการ 3G เมื่อเข้าไปอยู่ในบริเวณที่ให้บริการ 3G ตัวโทรศัพท์ จะสามารถจับสัญญาณ 3G และโชว์ขึ้นที่หน้าจอ แต่ความเร็วที่ได้ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะถูกจำกัดไว้ที่ 384 Kbps เท่านั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังเอไอเอสจัดงานแถลงข่าวทิศทางการดำเนินธุรกิจครึ่งปีหลัง คาดว่าได้มีการปรับเพิ่มความเร็วให้ผู้ใช้งานที่ใช้แพกแกจ GPRS ไม่จำกัดเดิม สามารถใช้งาน 3G ได้แบบเต็มประสิทธิภาพที่ 7.2 Mbps โดยไม่จำเป็นต้องสมัครแพกเกจเสริมแต่อย่างใด ส่วนผู้ใช้งานที่สมัครแพกเกจแบบจำกัดจำนวนไว้ยังคงต้องสมัครแพกแกจ 3G ควบคู่ไปถ้าต้องการความเร็วที่เพิ่มขึ้น
ในกรณีของแอร์การ์ด แม้ว่าตอนซื้อผู้ขายจะให้ข้อมูลว่า แอร์การ์ดรุ่นนี้ใช้งาน 3G ที่ความเร็วสูงสุด 3.6 Mbps หรือ 7.2 Mbps นั่นหมายถึงว่า ตัวแอร์การ์ดสามารถรองรับความเร็วดังกล่าวได้ แต่ถ้าผู้ใช้นำซิมการ์ดที่เปิดบริการ EDGE/GPRS มาใช้บริการ ความเร็วที่ได้ก็จะจำกัดอยู่ที่ไม่เกิน 236.8 Kbps เช่นเดิม
ในแง่ของการใช้งาน เนื่องจากพื้นที่ให้บริการ 3G ยังไม่ครอบคลุม ทำให้หลายๆ โอเปอเรเตอร์เลือกที่จะให้บริการ 3G ไปพร้อมกับการให้บริการแพกเกจ Wi-Fi ในรูปแบบการขายพ่วง หรือ เป็นแพกแกจเสริมให้เลือกใช้กัน อย่างเอไอเอส ที่เลือกจับมือกับ 3BB ทรูมูฟ ที่คอนเวอร์เจนซ์ ทรูไวไฟ หรือแม้แต่ กสท ที่เชื่อมรูปแบบการให้บริการ 3G เข้ากับไฮสปีดอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความ เร็วสูงได้แม้ไม่อยู่ในพื้นที่ให้บริการ 3G ก็ตาม
และจากความสามารถของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตจาก 3G ผ่านเครือข่ายไร้สายอย่างไวไฟ (Wi-Fi Hotspot) ทำให้ผู้ใช้ที่มีอุปกรณ์พกพามากกว่าหนึ่งเครื่อง สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถนี้ เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆ ทีีมีอยู่ในมือใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลาจริงๆ ทั้งหมดนี้เป็นความไม่เหมือนกันในโลกของ 3G
3G ย่อมาจากคำว่า Third Generation Mobile Network เป็นเทคโนโลยียุคถัดมาของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน โดยเป็นเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้การใช้งานข้อมูลหรือดาต้าบนมือ ถือมีความเร็วที่สูงขึ้น ทางเทคนิคแล้ว 3G สามารถให้ความเร็วสูงสุดได้ถึง 42 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ขณะที่เทคโนโลยีปัจจุบันหรือจะเรียกว่า 2G หรือ 2.75G ก็ตาม มีความเร็วสูงสุดที่ 236.8 กิโลบิตต่อวินาที (Kbps)
*****3G ต่างกันที่ความถี่
ในวันนี้ ประเทศไทยมีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือภายใต้เทคโนโลยี 3G กันบ้างแล้ว ทั้งในรูปของเชิงพาณิชย์และใช้งานฟรี บน 3 ช่วงคลื่นความถี่ เริ่มจากคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม ที่ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เป็นผู้ครอบครองสิทธิ และได้มีการแบ่งให้โอเปอเรเตอร์ที่อยู่ภายใต้สัมปทานเบอร์ 2 และ 3 ในตลาดอย่างบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทคกับบริษัท ทรู มูฟ ให้นำมาทดลองให้บริการแบบไม่เก็บเงิน
อย่างไรก็ตามดีแทคได้ออกมาแจ้งว่าพร้อมที่จะเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์ได้ราวกลางเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ตามข้อมูลที่ระบุว่า ในเบื้องต้นจะเปิดให้บริการพื้นที่ในกรุงเทพฯ ก่อนแล้ว มีแผนที่จะติดตั้งสถานีฐาน 3G ให้ได้ทั้งสิ้น 1,220 สถานีฐานเมื่อถึงสิ้นปี ขณะที่ทรูมูฟยังไม่มีท่าทีที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์สำหรับลูกค้าทรูมูฟ ยังคงเป็นลักษณะของรูปทดลองให้บริการอยู่
ขณะที่บริษัท เรียลมูฟ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนขายส่งขายต่อ (wholesale-resale) เชิงพาณิชย์เพื่อให้บริการ 3G บนเทคโนโลยี HSPA จาก กสทภายใต้แบรนด์ 'ทรูมูฟ เอช' ที่วันนี้ได้มีการออกแพกเกจค่าบริการออกมาแล้ว ยังไม่รวมการทำตลาดภายใต้แบรนด์ 'มาย' ของ กสทและมีแพกเกจค่าบริการออกมาแล้วเช่นกัน แต่ไม่ได้ระบุพื้นที่การให้บริการว่ามีพื้นที่ครอบคลุมแค่ไหน มีเพียงแต่ข้อมูลว่า จะติดตั้งสถานีฐาน 3G เพิ่มอีก 3,000 สถานีฐานภายในปีนี้
ด้วยข้อเสนอค่าบริการเครือข่าย 3G ของค่าย กสท ถือว่า เปิดตัวได้น่าสนใจ โดยมีโปรโมชัน “NetLite” ที่ ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ที่เป็นแอร์การ์ด แท็บเล็ต โดยมีค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 590 บาท ใช้งานได้ไม่อั้น สามารถส่งเอสเอ็มเอสได้ 100 ข้อความต่อเดือน ส่วนผู้ใช้ที่เป็นสมาร์ทโฟนทั้งหลาย กสท ก็มีโปรโมชัน “NetSmart” มีให้เลือก 2 โปรโมชัน โปรโมชันแรก ค่าบริการรายเดือน 690 บาท โทร.ฟรีได้ทุกเครือข่าย 200 นาทีต่อเดือน ใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่อั้น ส่งเอสเอ็มเอสได้ 200 ข้อความต่อเดือน ส่วนโปรโมชันที่สอง มีค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 790 บาท โทร.ฟรีทุกเครือข่ายถึง 500 นาทีต่อเดือน ส่งเอสเอ็มเอสได้ 300 ข้อความต่อเดือน และแน่นอนว่า เล่นอินเทอร์เน็ตได้ไม่อั้นเช่นกัน
ขณะที่โปรโมชันของ ทรูมูฟ เอช ที่เพิ่งออกมาก่อนหน้าโปรโมชัน มายของกสท ไม่นานมีให้เลือก 2 โปรโมชันเช่นกัน ประกอบไปด้วย “สมาร์ท 649” ได้ทั้งค่าโทร.และค่าอินเทอร์เน็ตโทร.ได้ 250 นาที ใช้เล่นอินเทอร์เน็ตได้ 1.5 GB เล่นไวไฟของทรู ได้ไม่จำกัด ส่วน "ดาต้า 649" เป็น โปรโมชันสำหรับเล่นอินเทอร์เน็ตเป็นหลักโดยไม่มีค่าโทร.ให้แต่เปลี่ยนปริมาณ การเล่นอินเทอร์เน็ตที่ 3 GB ใช้ไวไฟไม่อั้นเช่นกัน โดยทั้งสองโปรโมชันการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทั้ง GPRS / EDGE และ 3G รวมกันไม่มีการแยกว่า ใช้บนเครือข่าย 3G เท่าไร EDGE เท่าไร ซึ่งเป็นการยากในการใช้งานว่า ตอนนี้ใช้งานในส่วนไหนไปเท่าไร
ส่วนแบรนด์พี่ใหญ่อย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ได้รับสิทธิให้บริการเชิงพาณิชย์จากบริษัท ทีโอที เจ้าของสัมปทานบนคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz มา แล้วพอสมควร ล่าสุด เอไอเอสได้เปิดให้บริการแล้ววันนี้ในพื้นที่กรุงเทพตอนในและอีก 7 จังหวัดประกอบด้วยกรุงเทพ เชียงใหม่ ชลบุรี หาดใหญ่-สงขลา ภูเก็ต ชะอำ-หัวหิน-ปราณบุรี และนครราชสีมา รองรับความเร็วสูงสุด 21.6 เมกะบิตต่อวินาที เมื่อรวมกับไวไฟที่ร่วมมือกับทาง 3บีบีก่อนหน้านี้กว่า 30,000 จุด และมีแผนที่จะเพิ่มเป็น 50,000 จุดภายในสิ้นปีนี้ ขณะในส่วนของเทคโนโลยีเอดจ์ ทางเอไอเอสก็ได้มีการอัปเกรทดเป็นเอดจ์พลัส ทำให้สามารถส่งข้อมูลเร็วขึ้น 2 เท่าของเอดจ์เดิม โดยผู้สนใจสามารถสมัครแพกเกจ 3G–Wifi–EDGE+ เริ่มต้นเดือนละ 150 บาท
ส่วนผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่ช่วงใหญ่อย่างทีโอที ที่เปิดให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz ซึ่งถือเป็นย่านความถี่สากล ได้ให้บริการเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ผ่านรูปแบบการให้บริการที่เรียกว่า MVNO (Mobile virtual network operator) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ให้บริษัทเอกชนมาซื้อแอร์ไทม์บนโครงข่ายของทีโอทีไปขายต่อ ให้ผู้ให้บริโภค ก็มีแผนขยายการให้บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ หลังจบการประมูลเพื่อขยายโครงข่ายและสถานีฐานเพิ่มอีก 5,290 สถานีฐานให้ครอบคลุม 18 จังหวัดภายในสิ้นปีนี้และครอบคลุมทั่วประเทศภายในปีหน้า
****3G ไม่เหมือนที่อุปกรณ์
ใครที่คิดจะใช้ 3G ค่ายดีแทค-ทรูมูฟ อย่าลืมมองหาโทรศัพท์มือถือที่รองรับคลื่นความถี่ 850 MHz ส่วนเอไอเอส มองหาที่ 900 MHz ขณะที่ 2.1 GHz นั้นเป็นช่วงคลื่นความถี่มาตรฐานของ 3G ดังนั้นอุปกรณ์พกพาใดๆ ที่สามารถเชื่อมต่อ 3G ได้สามารถใช้งานที่คลื่น 2.1 GHz ได้
แน่นอนว่า ในการใช้งาน 3G ให้ได้ประสิทธิภาพนั้น นอกจากมีโอเปอเรเตอร์ที่พัฒนาให้เครือข่ายสามารถกระจายสัญญาณแล้ว อุปกรณ์รับสัญญาณอย่างสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต ก็ต้องมีภาครับสัญญาณที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อไร้สายความเร็วสูงด้วยเช่น กัน
โดยภาครับสัญญาณ 3G ที่วางจำหน่ายอยู่กับโทรศัพท์มือถือ และสมาร์ทโฟนในท้องตลาดนั้น มีทั้งแบบที่รองรับได้แบบเริ่มต้นที่ความเร็ว 384 Kbps ไปจนถึงความเร็วสูงสุดของสมาร์ทโฟนที่วางจำหน่ายในประเทศไทย HSPA+ อย่าง Samsung Galaxy S2 ที่สามาถรับสัญญาณได้ 21 Mbps
ถ้าแยกย่อยความเร็วในการใช้งานออกมาจะพบตั้งแต่ เครื่องที่โฆษณาว่ารองรับการใช้งาน 3G แต่วิ่งเร็วสุดแค่ 384 Kbps หรือถ้าเครื่องมีราคาสูงขึ้นอีกนิดก็จะพบว่าความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล อยู่ที่ 3.6 Mbps อัปโหลดที่ 384 Kbps ส่วนระดับกลางๆ ในปัจจุบัน และถือว่าเป็นช่วงมาตรฐานการใช้งานทั่วโลกจะมีความเร็วในการดาวน์โหลด 7.2 Mbps และอัปโหลด 2 Mbps ขณะที่เครื่องในรุ่นไฮเอนด์จะมีอัตราดาวน์โหลดสูงขึ้นไปเป็น 14.4 - 21 Mbps อัปโหลดที่ 5.76 Mbps
ดังนั้นในการเลือกซื้อโทรศัพท์ และแอร์การ์ด ผู้ซื้อควรใส่ใจในรายละเอียดของเทคโนโลยี 3G ให้เหมาะสมกับความต้องการใช้งาน ไม่ใช่สักแต่เลือกซื้อเพราะเห็นว่ารองรับ 3G แต่ไม่ได้ดูถึงความเร็วในการใช้งานที่ได้ และจะพาลไปโทษเหล่าโอเปอเรเตอร์ผู้ให้บริการว่า ทำไมเป็น 3G แล้วแต่ยังช้าเหมือนเดิม
นอกจากปัจจัยในเรื่องของเครือข่ายและอุปกรณ์เชื่อมต่อแล้ว ในกรณีที่ผู้ใช้งานต้องการใช้บริการ 3G จำเป็นต้องสมัครเข้าใช้งานในแพกเกจ 3G โดยเฉพาะด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้บริการ เอไอเอส ในกรณีที่ยังไม่สมัครใช้บริการ 3G เมื่อเข้าไปอยู่ในบริเวณที่ให้บริการ 3G ตัวโทรศัพท์ จะสามารถจับสัญญาณ 3G และโชว์ขึ้นที่หน้าจอ แต่ความเร็วที่ได้ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะถูกจำกัดไว้ที่ 384 Kbps เท่านั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังเอไอเอสจัดงานแถลงข่าวทิศทางการดำเนินธุรกิจครึ่งปีหลัง คาดว่าได้มีการปรับเพิ่มความเร็วให้ผู้ใช้งานที่ใช้แพกแกจ GPRS ไม่จำกัดเดิม สามารถใช้งาน 3G ได้แบบเต็มประสิทธิภาพที่ 7.2 Mbps โดยไม่จำเป็นต้องสมัครแพกเกจเสริมแต่อย่างใด ส่วนผู้ใช้งานที่สมัครแพกเกจแบบจำกัดจำนวนไว้ยังคงต้องสมัครแพกแกจ 3G ควบคู่ไปถ้าต้องการความเร็วที่เพิ่มขึ้น
ในกรณีของแอร์การ์ด แม้ว่าตอนซื้อผู้ขายจะให้ข้อมูลว่า แอร์การ์ดรุ่นนี้ใช้งาน 3G ที่ความเร็วสูงสุด 3.6 Mbps หรือ 7.2 Mbps นั่นหมายถึงว่า ตัวแอร์การ์ดสามารถรองรับความเร็วดังกล่าวได้ แต่ถ้าผู้ใช้นำซิมการ์ดที่เปิดบริการ EDGE/GPRS มาใช้บริการ ความเร็วที่ได้ก็จะจำกัดอยู่ที่ไม่เกิน 236.8 Kbps เช่นเดิม
ในแง่ของการใช้งาน เนื่องจากพื้นที่ให้บริการ 3G ยังไม่ครอบคลุม ทำให้หลายๆ โอเปอเรเตอร์เลือกที่จะให้บริการ 3G ไปพร้อมกับการให้บริการแพกเกจ Wi-Fi ในรูปแบบการขายพ่วง หรือ เป็นแพกแกจเสริมให้เลือกใช้กัน อย่างเอไอเอส ที่เลือกจับมือกับ 3BB ทรูมูฟ ที่คอนเวอร์เจนซ์ ทรูไวไฟ หรือแม้แต่ กสท ที่เชื่อมรูปแบบการให้บริการ 3G เข้ากับไฮสปีดอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความ เร็วสูงได้แม้ไม่อยู่ในพื้นที่ให้บริการ 3G ก็ตาม
และจากความสามารถของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตจาก 3G ผ่านเครือข่ายไร้สายอย่างไวไฟ (Wi-Fi Hotspot) ทำให้ผู้ใช้ที่มีอุปกรณ์พกพามากกว่าหนึ่งเครื่อง สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถนี้ เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆ ทีีมีอยู่ในมือใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลาจริงๆ ทั้งหมดนี้เป็นความไม่เหมือนกันในโลกของ 3G
เอสเอพี เผย 3 เทรนด์ใหม่ 'การวิเคราะห์-โมบิลิตี้ และคลาวด์' จะพลิกโฉมหน้าการทำตลาดจากองค์กรขนาดใหญ่ลงสู่ตลาดแมสพร้อมจัดงานโชว์ เทคโนโลยี SAP World Tour 2011 ในไทย 17ส.ค.นี้
นายโทมัส แซค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอพี ประเทศไทย กล่าวว่า เอส เอพีจะให้ความสำคัญกับ 3 นวัตกรรม ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป คือ 1. การวิเคราะห์ (Analytics) ที่มีเอสเอพี ฮานา เป็นตัวชูโรง 2. โมบิลิตี้ และ 3. คลาวด์ เทคโนโลยี ทั้ง 3 นวัตกรรมถือเป็นการพลิกโฉมหน้าครั้งสำคัญของเอสเอพี จากโซลูชันที่จะต้องใช้งานผ่านจอคอมพิวเตอร์เปลี่ยนมาเป็นโลกของโมบิลิตี้ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของเอสเอพีในระยะยาว เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนเกมการทำตลาดก็ว่าได้ ส่วนคลาวด์ เทคโนโลยีนั้นในไทยถือว่า ยังเป็นเรื่องใหม่ มีการลงทุนในเรื่องนี้ยังไม่เยอะมาก ซึ่งคงจะต้องใช้เวลาในการทำตลาด แต่ถือเป็นแนวโน้มที่มาอย่างแน่นอน
สำหรับแผนการตลาดในปีนี้เอสเอพีจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดในเชิงลึก มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดโทรคมนาคม การเงินธนาคาร สาธารณูปโภค ขณะที่เริ่มมีการตั้งพาร์ทเนอร์ที่จะรุกตลาดในส่วนที่เป็นลูกค้าขนาดกลางและ เล็กมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีของเอสเอพีมีความง่ายและคล่องตัวในการใช้งานจากเดิมที่ ลูกค้าหลักๆ ของเอสเอพีมักจะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่
'วันนี้ โซลูชันของเอสเอพีถูกพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานในธุรกิจขนาดเล็กที่มีจำนวน พนักงานเพียงแค่ 10 คนได้แล้ว ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนคงเป็นเรื่องยากที่จะใช้โซลูชันอย่างอีอาร์พีใน องค์กรธุรกิจขนาดเล็กอย่างนี้'
ส่วนผลประกอบการไตรมาสแรกของเอสเอพีในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดดีที่ สุดนับตั้งแต่ที่ทำตลาดในไทยมากว่า 5 ปี เติบโตถึง 2-3 เท่าตัว เป็นผลมาจาการที่เอสเอพีมีพันธมิตรที่ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจตั้งแต่กลุ่ม ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยมีความร่วมมืออยู่ประมาณ 40-50 ราย
การปรับนวัตกรรมของเอสเอพีที่ทำให้ผู้ใช้ทุกกลุ่มสามารถซื้อหาไปใช้ งานได้ง่าย เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เอสเอพีเติบโตอย่างมากในปีที่แล้ว ที่สำคัญเอสเอพีมีความหลากหลายในตัวโซลูชัน ไม่ได้เน้นที่โซลูชันใดโซลูชันหนึ่งเป็นพิเศษ และเพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ของเอสเอพี ให้ดียิ่งขึ้น จึงได้จัดงาน SAP World Tour 2011 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 17 ส.ค.โดยจะมีการแสดงโซลูชันใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจจากพันธมิตรทางธุรกิจของเอสเอพีกว่า 20 ราย รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคโนโลยีจากวิทยากรที่เชี่ยวชาญในสาขา ต่างๆ
Company Related Link :
SAP
นายโทมัส แซค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอพี ประเทศไทย กล่าวว่า เอส เอพีจะให้ความสำคัญกับ 3 นวัตกรรม ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป คือ 1. การวิเคราะห์ (Analytics) ที่มีเอสเอพี ฮานา เป็นตัวชูโรง 2. โมบิลิตี้ และ 3. คลาวด์ เทคโนโลยี ทั้ง 3 นวัตกรรมถือเป็นการพลิกโฉมหน้าครั้งสำคัญของเอสเอพี จากโซลูชันที่จะต้องใช้งานผ่านจอคอมพิวเตอร์เปลี่ยนมาเป็นโลกของโมบิลิตี้ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของเอสเอพีในระยะยาว เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนเกมการทำตลาดก็ว่าได้ ส่วนคลาวด์ เทคโนโลยีนั้นในไทยถือว่า ยังเป็นเรื่องใหม่ มีการลงทุนในเรื่องนี้ยังไม่เยอะมาก ซึ่งคงจะต้องใช้เวลาในการทำตลาด แต่ถือเป็นแนวโน้มที่มาอย่างแน่นอน
สำหรับแผนการตลาดในปีนี้เอสเอพีจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดในเชิงลึก มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดโทรคมนาคม การเงินธนาคาร สาธารณูปโภค ขณะที่เริ่มมีการตั้งพาร์ทเนอร์ที่จะรุกตลาดในส่วนที่เป็นลูกค้าขนาดกลางและ เล็กมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีของเอสเอพีมีความง่ายและคล่องตัวในการใช้งานจากเดิมที่ ลูกค้าหลักๆ ของเอสเอพีมักจะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่
'วันนี้ โซลูชันของเอสเอพีถูกพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานในธุรกิจขนาดเล็กที่มีจำนวน พนักงานเพียงแค่ 10 คนได้แล้ว ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนคงเป็นเรื่องยากที่จะใช้โซลูชันอย่างอีอาร์พีใน องค์กรธุรกิจขนาดเล็กอย่างนี้'
ส่วนผลประกอบการไตรมาสแรกของเอสเอพีในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดดีที่ สุดนับตั้งแต่ที่ทำตลาดในไทยมากว่า 5 ปี เติบโตถึง 2-3 เท่าตัว เป็นผลมาจาการที่เอสเอพีมีพันธมิตรที่ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจตั้งแต่กลุ่ม ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยมีความร่วมมืออยู่ประมาณ 40-50 ราย
การปรับนวัตกรรมของเอสเอพีที่ทำให้ผู้ใช้ทุกกลุ่มสามารถซื้อหาไปใช้ งานได้ง่าย เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เอสเอพีเติบโตอย่างมากในปีที่แล้ว ที่สำคัญเอสเอพีมีความหลากหลายในตัวโซลูชัน ไม่ได้เน้นที่โซลูชันใดโซลูชันหนึ่งเป็นพิเศษ และเพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ของเอสเอพี ให้ดียิ่งขึ้น จึงได้จัดงาน SAP World Tour 2011 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 17 ส.ค.โดยจะมีการแสดงโซลูชันใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจจากพันธมิตรทางธุรกิจของเอสเอพีกว่า 20 ราย รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคโนโลยีจากวิทยากรที่เชี่ยวชาญในสาขา ต่างๆ
Company Related Link :
SAP
โซนี่เปิดตัวคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก Sony Vaio Z ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เน้นความแข็งแกร่งตัวเครื่อง พร้อมทั้งฟังก์ชันการใช้งานทั้งเกมและงานกราฟิกครบครัน และสามารถทำงานได้ยาวนาน 13 ชั่วโมง
Vaio Z ซีรีส์ใหม่นั้นถูกการันตีว่าสามารถบูตเครื่องในเวลาเพียง 14 วินาที และการมาพร้อมแผ่นแบตเตอรี่ Sheet Battery ที่ช่วยยืดเวลาให้แบตเตอรี่ในเครื่องได้อีก ทั้งหมดอัดแน่นไปด้วยฮาร์ดแวร์ที่มีสมรรถภาพสูงแต่น้ำหนักเครื่องทั้งหมด หนักแค่ 1.165 กิโลกรัมเท่านั้น
ในงานมีตัวอย่างเครื่อง Sony Vaio Z ให้ผู้ร่วมงานเปิดตัวนี้ได้ทดสอบการใช้งานอีกด้วย
Vaio Z ซีรีส์ใหม่นั้นถูกการันตีว่าสามารถบูตเครื่องในเวลาเพียง 14 วินาที และการมาพร้อมแผ่นแบตเตอรี่ Sheet Battery ที่ช่วยยืดเวลาให้แบตเตอรี่ในเครื่องได้อีก ทั้งหมดอัดแน่นไปด้วยฮาร์ดแวร์ที่มีสมรรถภาพสูงแต่น้ำหนักเครื่องทั้งหมด หนักแค่ 1.165 กิโลกรัมเท่านั้น
ในงานมีตัวอย่างเครื่อง Sony Vaio Z ให้ผู้ร่วมงานเปิดตัวนี้ได้ทดสอบการใช้งานอีกด้วย
สเปก Sony Vaio Z
สำหรับ Vaio Z รุ่นใหม่ล่าสุดส่งตรงจากโซนี่ มีน้ำหนักเพียง 1.165 กิโลกรัม ความหนาเพียง 16.65 มิลลิเมตร (ไม่ถึง 2 เซนติเมตร) หน้าจอ Full HD ให้สีสันสดใสสมจริง ในหน่วยประมวลผลมาพร้อมกับ Intel Core i7 และ High Speed SSD RAID 0 เพิ่มความเร็วในการประมวลผล ใช้เวลาในการบู๊ทเครื่องแค่ 14 วินาที
กราฟิกชิปใช้เป็น AMD Radeon HD 6650M หน่วยความจำ VRAM 1GB ทำให้การใช้งานด้านเกม หรือการทำงาน 3 มิติราบรื่นและคมชัดอย่างยิ่ง
ในส่วนของ Vaio Z จะมาพร้อมกับ Power Media Dock เมื่อทำการเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน สามารถต่อหน้าจอได้พร้อมกันถึง 4 หน้าจอ ผ่านทางพอร์ต HDMI หรือ VGA แบตเตอรี่ใช้งานได้ต่อเนื่อง 6.5 ชั่วโมง และเมื่อประกอบกับ Sheet Battery จะทำงานได้นานถึง 13 ชั่วโมง (ชีต แบตเตอรี่ สามารถชาร์จกับอแดปเตอร์ได้)
และสุดท้ายราคาของ Sony Vaio Z จะจำหน่ายในรุ่น VPCZ217GH ในราคา 94,900 บาท และจะเริ่มว่างจำหน่ายในต้นเดือนสิงหาคมนี้
ความรู้สึกหลังจากได้ลองใช้งาน Vaio Z
ตัวเครื่องเบามาก สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้ชนิดที่ไม่ต้องกังวลเรื่องของน้ำหนักตัว เครื่อง งานประกอบของตัวเครื่องทำมาจากวัสดุไฟเบอร์มีความแข็งแกร่ง ทนทาน รูปแบบการดีไซน์มีความเป็นเฉพาะตัวค่อนข้างสูง เน้นให้ผู้ใช้งานสามารถพกพาง่าย รอบเครื่องใหความรู้สึกกระชับมือ
แบตเตอรี่การใช้งาน สามารถทำงานได้ถึง 13 ชั่วโมง ดังนั้นการใช้งานสามารถทำงานได้ทั้งวัน ไม่ต้องกังวลในเรื่องของแบตเตอรี่หมดระหว่างการใช้งาน
ในส่วนของราคาถือว่าค่อนข้างแพงเอาเรื่องทีเดียว ซึ่งจุดนี้ผู้ที่กำลังคิดจะเปลี่ยนโน้ตบุ๊กคงต้องชั่งใจระหว่าง Vaio Z กับโน้ตบุ๊กแบรนด์อื่นๆ ที่สเปกแรงไม่ต่างจากนี้ และมีราคาที่ถูกกว่า
Company Related Link :
Sony
Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้งาน Gmail ในประเทศไทยสามารถต่อโทรศัพท์จากคอมพิวเตอร์ไปยังโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์ มือถือได้แล้ว ขยายพื้นที่จากเดิมที่ให้บริการเฉพาะในสหรัฐฯและยุโรป มาเป็น 150 ประเทศ 38 ภาษา ราคาเริ่มต้นเพียงนาทีละ 0.02 เหรียญ หรือประมาณ 0.6 บาท (60 สตางค์)
ข้อมูลจากกูเกิลระบุว่า นอกจากไทย กูเกิลได้ขยายพื้นที่ให้บริการไปยังประเทศอื่นในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และจีน โดยขณะนี้ ผู้ใช้จีเมลสามารถซื้อเครดิตสำหรับโทรศัพท์ได้ใน 4 สกุลเงิน คือยูโร ปอนด์ ดอลลาร์แคนาดา และดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทั้งหมดผู้ใช้จะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโทรศัพท์ทางไกล แต่สามารถเสียเฉพาะค่าบริการตามเวลาที่คุย
สำหรับประเทศไทย หากโทรเข้าโทรศัพท์บ้านผู้ใช้จะเสียค่าบริการ 0.02 เหรียญสหรัฐต่อนาที (60 สตางค์) ขณะที่โทรเข้าโทรศัพท์มือถือจะเสียค่าบริการ 0.03 เหรียญ (ราว 90 สตางค์) ถือเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับการโทรเข้าโทรศัพท์มือถือในประเทศอังกฤษ ที่คิดนาทีละ 0.10 เหรียญ (ราว 3 บาท) หรือ 0.15 เหรียญต่อนาที (ราว 4.5 บาท) หากโทรเข้าโทรศัพท์มือถือในแม็กซีโก
ผู้สนใจสามารถโทรศัพท์ผ่าน Gmail ได้เพียงมองหาสัญลักษณ์ไอคอนรูปโทรศัพท์สีเขียว โดยจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมเสริม voice และ video plug-in ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้ โดยหากใครที่ใช้งาน Google Apps อยู่แล้ว ก็สามารถใช่งานผ่านฟังก์ชัน Google Voice และ Google Checkout ได้ในอัตราเดียวกัน
ข้อมูลจากกูเกิลระบุว่า นอกจากไทย กูเกิลได้ขยายพื้นที่ให้บริการไปยังประเทศอื่นในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และจีน โดยขณะนี้ ผู้ใช้จีเมลสามารถซื้อเครดิตสำหรับโทรศัพท์ได้ใน 4 สกุลเงิน คือยูโร ปอนด์ ดอลลาร์แคนาดา และดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทั้งหมดผู้ใช้จะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโทรศัพท์ทางไกล แต่สามารถเสียเฉพาะค่าบริการตามเวลาที่คุย
สำหรับประเทศไทย หากโทรเข้าโทรศัพท์บ้านผู้ใช้จะเสียค่าบริการ 0.02 เหรียญสหรัฐต่อนาที (60 สตางค์) ขณะที่โทรเข้าโทรศัพท์มือถือจะเสียค่าบริการ 0.03 เหรียญ (ราว 90 สตางค์) ถือเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับการโทรเข้าโทรศัพท์มือถือในประเทศอังกฤษ ที่คิดนาทีละ 0.10 เหรียญ (ราว 3 บาท) หรือ 0.15 เหรียญต่อนาที (ราว 4.5 บาท) หากโทรเข้าโทรศัพท์มือถือในแม็กซีโก
ผู้สนใจสามารถโทรศัพท์ผ่าน Gmail ได้เพียงมองหาสัญลักษณ์ไอคอนรูปโทรศัพท์สีเขียว โดยจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมเสริม voice และ video plug-in ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้ โดยหากใครที่ใช้งาน Google Apps อยู่แล้ว ก็สามารถใช่งานผ่านฟังก์ชัน Google Voice และ Google Checkout ได้ในอัตราเดียวกัน
เทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้ให้ถูกทาง
ตอบลบ